post

ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้ มองในความเป็นจริงมนุษย์เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติบนโลกใบนี้เท่านั้น ที่สำคัญโลกของเรามีอายุหลายร้อยล้านปีเกินกว่าที่คนทุกคนจะจินตนาการได้ ดังนั้นธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนและเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นแน่แท้ ลองมาย้อนดูบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นให้คนบนโลกต้องจดจำกันบ้าง

ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ต้องจดจำ

  1. ปี 1883 ภูเขาไฟกรากาตัวเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้สร้างความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศอินโดนีเซีย มีความเสียหายเกิดขึ้นกับหมู่บ้าน 163 หมู่บ้าน ที่สำคัญมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 36,380 ราย
  2. ปี 1902 ภูเขาไฟปาเลบนเกาะมาร์ตินีเกิดการระเบิดขึ้นมา ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับเมืองเซนต์ปิแอร์ มีผู้เสียชีวิจากเหตุการณ์นี้กว่า 30,000 ราย มาร์ตินี่คือส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปเพราะคือ 1 ใน 27 จังหวัดของฝรั่งเศส เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ของเขตป่าร้อนชื้น ทะเลเงียบสงบ หาดทรายแสนสวยงาม มีการให้บริการพร้อมความสะดวกสบายของโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นมนต์เสน่ห์แห่งหมู่เกาะที่นักท่องเที่ยวต่างหลงใหลในการเดินทางไปสัมผัสอย่างมาก
  3. ปี 1923 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโต ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งเขตเมืองโตเกียวและโยโกฮาม่ากว่า 100,000 ราย วัดความรุนแรงได้ถึง 9 ริกเตอร์ ความรุนแรงขนาดว่าทำให้กรุงโตเกียวเปลี่ยนเป็นเมืองแห่งซากปรักหักพังภายในพริบตา เกิดไฟไหม้ทั่วทั้งเมือง
  4. ปี 1976 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8 – 8.2 ริกเตอร์ ที่เมืองต่งซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 242,769 ราย มีผู้คนบาดเจ็บอีกกว่า 164,851 ราย ความรุนแรงนี้เป็นระดับ 11 ลึกลงไปใต้ดินราว 11-16 กม. ในเมืองถังซัน สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
  5. ปี 1985 ภูเขาไฟเนลวาโดเดลรีซ เกิดการปะทุขึ้นมาเกิดเศษหินภูเขาไฟ แมกม่ากว่า 35 ล้านตัน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์พุ่งออกมากว่า 7 แสนตัน ไหลความเร็วเฉลี่ย 60 กม./ชม. เข้าถล่มยังเมืองอาร์เมโร โคลอมเบีย มีผู้เสียชีวิตราว 25,000 ราย
  6. ปี 1995 เกิดแผ่นไหวแมกนิจูด 2 ใกล้เมืองโกเบ ญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 ราย พร้อมกันนี้ทรัพย์สินต่างๆ ยังเกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  7. ปี 1999 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 2 ริกเตอร์ บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 17,000 คน บาดเจ็บอีก 44,000 ราย

นี่คือส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องราวเกินการควบคุมของทุกคนบนโลกใบนี้จะทำได้

post

10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่น่ากลัวแล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นมาอีกบนโลก

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ใครก็คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นมาจนรู้จักการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้มีการเขียนระบุเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงเอาไว้มากมาย และนี่คือ 10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่อว่าร้ายแรงที่สุดในประวัตศาสตร์โลก

10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ได้รับการยกให้ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

  1. แผ่นดินไหวเมือง Aleppo ปี 1138 – เมืองอะเลปโป ในซีเรีย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างจากทะเลสาบเดดซี อดีตเคยเป็นเมืองใหญ่สุดของซีเรีย แต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ความแรง 5 ริกเตอร์ คนเสียชีวิตกว่า 230,000 ราย
  2. แผ่นดินไหว Shannxi ปี 1556 – นับว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งของจีน เมืองฉานซี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 1556 มีผู้บาดเจ็บกับเสียชีวิตรวมกัน 830,000 ราย ทั้งในฉานซีกับเมืองโดยรอบต่างๆ
  3. น้ำท่วมตรงแม่น้ำ Kaifeng ปี 1642 – เมืองไคเฟิง ตั้งอยู่ตรงมณฑลเหอหนาน ตอนใต้ริมฝั่งแม่น้ำเหลือง ทั้งเมืองแห่งนี้จมใต้บาดาล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 600,000 ราย
  4. เกิดการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ ปี 1918 – ไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ H1N1 เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลกระหว่างปี 1918 – 1919 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกว่า 35-75 ล้านคน เทียบเป็นประชากร 3-5% ของโลกตอนนั้นเลย
  5. พายุไซโคลน Coringa อินเดีย ปี 1839 – เป็นพายุขนาดใหญ่พัดถล่มเมือง Coringa เมืองท่าขนาดเล็กใกล้แม่น้ำโกดาวารี พายุได้ถล่มเมืองจนไม่เหลือชิ้นดี มีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ผู้เสียชีวิกว่า 300,000 ราย
  6. พายุไซโคลน Bhola ปากีสถานตะวันออกยุคก่อนปัจจุบันคือบังคลาเทศ ปี 1970 คนเสียชีวิตกว่า 167,000 ราย ใสคืนเดียว เกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรวมแล้วเสียชีวิตกว่า 500,000 คน แค่เมือง Tazumuddin คือคนเสียชีวิตถึง 45%
  7. แผ่นดินไหวแถวคันโต ญี่ปุ่น ปี 1923 – ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงสุดของญี่ปุ่น และมีคนเสียชีวิตมากที่สุด เสียหายเป็นวงกว้างทั้งโตเกียว โยโกฮาม่า ชิบะ คานากาว่า และชิสุโอกะ รวมแล้วกว่า 142,800 ราย สูญหายอีก 40,000 ราย
  8. แผ่นดินไหวที่ Tangshan จีน ปี 1976 – เกิดบริเวณเองถังซาน มณฑลเหอเป่ย มีคนเสียชีวิตกว่า 450,000 ขนาดคนในเมืองปักกิ่งที่ห่างออกไป 150 กม. ยังสัมผัสได้
  9. แผ่นดินไหวบนเกาะสุมาตราและสึนามิ อินโดนีเซีย ปี 2004 – เหตุการณ์นี้รวมถึงประเทศไทยด้วย มีผู้เสียชีวิตรวม 280,000 คน ทั้งในอินเดียและศรีลังกาก็เช่นกัน แต่บนเกาะสุมาตรามีความรุนแรงระดับ 1 ริกเตอร์
  10. แผ่นดินไหวที่ Haiti ปี 2010 – ศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากเมืองหลวงแค่ 25 กม. มีผู้เสียชีวิตกว่า 120,000 คน นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี ของประเทศ บ้านเรือนเสียหายมากมายจนนับกันไม่ไหวเลยทีเดียวสำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้
post

ภัยธรรมชาติน้ำท่วมของประเทศอินเดีย

หลายๆ ประเทศสามารถประสบพบเจอกับปัญหาเรื่องของภัยธรรมชาติได้ เนื่องจากภัยธรรมชาติเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ ที่บนโลกขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ไหนจะประสบพบเจอปัญหาประเภทใด ปัญหาภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่คนแทบทุกพื้นที่บนโลกต้องเคยเจอเหมือนกันก็คือ น้ำท่วม ยิ่งประเทศที่ติดกับทะเลหรือประเทศที่มีแหล่งน้ำเป็นจำนวนมากยิ่งมีโอกาสเกิดภัยน้ำท่วมสูงและถ้าหากว่าในประเทศเองยังไม่มีการป้องกันที่ดีพอจะยิ่งทำให้โอกาสการเกิดภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมเป็นไปได้สูงมาก ประเทศอินเดียเองก็ถือว่าเป็นประเทศที่ติดกับทะเลและมีแหล่งน้ำภายในประเทศมากมายนั่นทำให้เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติน้ำท่วมของประเทศอินเดียอยู่บ่อยๆ

น้ำท่วมหนักในอินเดียได้รับผลกระทบกว่า 17 ล้านคน

เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศอินเดียอีกครั้งโดยในครั้งนี้เกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่รัฐพิหาร ว่ากันว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 17 ล้านคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 500 คนเลยทีเดียว โดยเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2560 ได้มีการรายงานเกี่ยวกับฝนฤดูมรสุมที่โหมกระหน่ำเข้าใสรัฐพิหารทางภาคตะวันออกของอินเดียอย่างหนัก จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนจำเป็นต้องอพยพขนของขึ้นไปอยู่ในที่สูง ขณะเดียวกันก็มีผู้ประสบภัยในครั้งนี้กว่าแสนคนต้องเข้าไปพักอาศัยในศูนย์บรรเทาทุกข์ของทางการที่มีกระจายอยู่ในหลายรัฐซึ่งอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของอินเดีย นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าวยังระบุว่าการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในรัฐพิหารมากกว่า 500 คน มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 17 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่เยอะเป็นประวัติการณ์ของอินเดียเหมือนกัน บ้านเรือนประชาชนรวมไปถึงพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนักถือเป็นอุทกภัยฝนฤดูมรสุมที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากในรอบหลายปีของอินเดีย

ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในประเทศอินเดียที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมที่สร้างความสูญเสียให้กับผู้คนในประเทศจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล ทรัพย์สิน ที่ดิน บ้านเรือน ทุกๆ อย่างสามารถหายไปในพริบตาภายในเวลาไม่นาน นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ของประชาชนรัฐพิหารอย่างมากที่จำเป็นต้องอพยพหนีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในครั้งนี้และยังไม่รู้ด้วยว่าหลังเหตุการณ์สงบจะต้องมีการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างไรบ้าง ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนหลายคนสิ้นเนื้อประดาตัวกันไปไม่น้อยและต้องเริ่มต้นกันใหม่ว่าจะเอาอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์นี้

post

ความรู้ช่วงฤดูกาลของประเทศอินเดียว่าเป็นยังไง

ประเทศอินเดียเป็นประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียที่ถือได้ว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่มากพอสมควร ด้วยขนาดที่ใหญ่ของประเทศทำให้ลักษณะของภูมิอากาศย่อมมีความแตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว พูดง่ายๆ ก็คือแม้จะเป็นประเทศเดียวกันช่วงเวลาเดียวกันแต่ลักษณะของภูมิอากาศก็สามารถมีความแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่บริเวณดังกล่าวว่าจะเป็นตรงส่วนบริเวณไหนของประเทศ หลายคนเวลาต้องการจะเดินทางไปยังอินเดียด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว, แสวงบุญ, ทำงาน, ศึกษาต่อ และอื่นๆ ก็จำเป็นต้องมีการตรวจเช็คช่วงฤดูกาลของอินเดียด้วยเช่นเดียวกันว่าในแต่ละปีช่วงฤดูกาลของอินเดียนั้นเป็นอย่างไรบ้างเพื่อที่จะได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

สภาพภูมิอากาศโดยรวมของอินเดีย

ประเทศอินเดียตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่างละติจูดที่ 8 องศา 4 ลิปตา ถึง 37 องศา 6 ลิปตาเหนือ และลองติจูด 68 องศา 7 ลิปตา และ 97 องศา 25 ลิปตา ตะวันออก จากตำแหน่งของประเทศตามที่ได้กล่าวเอาไว้นี้ทำให้ประเทศอินเดียใกล้บริเวณเส้นศูนย์สูตรผ่านเส้นรุ้งที่ 23.5 องศา หรือที่ทั่วไปเรียกกันว่า Tropic of Cancer ไปจนถึงเส้นเหนือสุดที่เส้นรุ้ง 37 จากพื้นที่เหล่านี้เองทำให้สภาพภูมิอากาศของประเทศอินเดียตั้งแต่ช่วงเหนือจรดช่วงใต้มีความแตกต่างกันมาก ขณะเดียวกันเรื่องของความใกล้และไกลของพื้นที่ติดทะเลทำให้มีเรื่องของลมมรสุมเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งส่งผลต่อเรื่องของสภาพภูมิอากาศของประเทศอินเดียด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมีการแบ่งลักษณะฤดูกาลของประเทศอินเดียออกมาจะสามารถแบ่งออกได้ทั้งหมด 3 ฤดูกาล

ฤดูกาลของประเทศอินเดีย

  1. ฤดูร้อน – ในช่วงฤดูร้อนของอินเดียสภาพอากาศจะมีความร้อนถึงร้อนจัด ช่วงเวลาฤดูร้อนจะอยู่ที่ช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศจะอยู่ประมาณ 35 องศา แต่ในบางพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัดอุณหภูมิสามารถขึ้นไปในระดับ 40 องศาได้เลย
  2. ฤดูฝน – ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนของประเทศอินเดียจะมีฝนตกชุกมากยิ่งถ้าหากเป็นพื้นที่ติดกับทะเลนอกจากจะมีเรื่องของฝนแล้วยังมีเรื่องของลมพายุและมรสุมอีกด้วย ซึ่งช่วงฤดูฝนของประเทศอินเดียจะอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนกันยายน อุณหภูมิในช่วงฤดูฝนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 28 องศา
  3. ฤดูหนาว – สำหรับช่วงฤดูหนาวของประเทศอินเดียส่วนใหญ่ลักษณะอากาศก็จะหนาวเย็นในขณะที่บางพื้นที่นั้นลักษณะอากาศหนาวจัดเลยทีเดียว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูหนาวจะอยู่ประมาณ 10-17 องศา แต่ถ้าเป็นบางพื้นที่อาจมีอากาศลงต่ำได้ถึง -3 องศากันเลยทีเดียว โดยช่วงเวลาฤดูหนาวของประเทศอินเดียจะอยู่ช่วงเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาทั้งหมดจะใกล้เคียงกับประเทศไทยไม่น้อยเหมือนกัน
post

สภาพภูมิอากาศของอินเดีย ที่ต้องรู้ให้ได้

ประเทศอินเดียถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ก็เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย อีกทั้งยังถือว่าเป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายนั่นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สภาพภูมิอากาศของประเทศอินเดียก็มีความหลากหลายตามไปด้วยเช่นเดียวกัน จากตำแหน่งที่ตั้งของประเทศที่มีขนาดใหญ่หลายส่วนของประเทศจึงมีลักษณะภูมิอากาศที่ไม่เหมือนกันแต่จริงๆ แล้วประเทศที่มีขนาดใหญ่ก็มักพบเจอกับเรื่องแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว

เข้าใจในสภาพภูมิอากาของประเทศอินเดีย

ก่อนทีจะมาเรียนรู้ว่าประเทศอินเดียมีลักษณะสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างไรบ้างเราต้องมาทำความเข้าใจทำเลที่ตั้งของประเทศอินเดียก่อนเพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจถึงเหตุผลเกี่ยวกับสภาพอากาศมากขึ้น ประเทศอินเดียตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 8 องศา 4 ลิปตา ถึง 37 องศา 6 ลิปตาเหนือ และลองติจูด 68 องศา 7 ลิปตา และ 97 องศา 25 ลิปตา ตะวันออก จากตำแหน่งที่ตั้งดังกล่าวทำให้ประเทศอินเดียมีความทอดตัวยาวจากเหนือจรดเหนือ จากบริเวณเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรผ่านเส้นรุ้งที่ 23.5 องศา หรือเส้นที่เรียกว่า Tropic of Cancer ไปยังเส้นเหนือสุดที่เส้นรุ้งที่ 37 นี่จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพอากาศจากเหนือจรดใต้มีความแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้เรื่องของความใกล้ไกลของทะเลกับเรื่องของลมมรสุมที่การพักผ่อนประเทศก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยที่ทำให้ประเทศอินเดียมีลักษณะภูมิอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ประเทศอินเดียสามารถแบ่งสภาพภูมิอากาศหลักๆ ได้เป็น 3 ฤดูกาล

ฤดูกาลของประเทศอินเดียและช่วงเวลาต่างๆ

  1. ฤดูร้อน – สภาพอากาศจะมีความร้อนเป็นอย่างมาก โดยจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ยก็จะอยู่ราว 35 องศา แต่ในบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา ด้วยซ้ำ
  2. ฤดูฝน – เป็นฤดูที่จะมีฝนตกชุกเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในพื้นที่ติดทะเลนอกจากฝนแล้วก็จะมีพายุและลมมรสุมต่างๆ มากมาย โดยจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน อุณหภูมิเฉลี่ยก็จะอยู่ราว 28 องศา
  3. ฤดูหนาว – เป็นฤดูที่สภาพอากาศของประเทศอินเดียจะหนาวเย็นมากๆ โดยจะอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม ถึง มีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ยก็จะอยู่ราว 10-17 องศา แต่สำหรับในบางพื้นที่ก็จะมีอุณหภูมิหนาวเย็นมากถึงขนาด -3 องศาก็มีให้เห็นกัน

นี่คือสภาพอากาศของประเทศอินเดียที่จริงๆ แล้วก็คล้ายๆ กับหลายประเทศในทวีปเอเชีย หากใครอยากลองไปสัมผัสกับประเทศนี้ก็ลองเลือกตามช่วงเวลาว่าอยากไปสัมผัสกับอากาศในลักษณะใดเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการสำหรับการเดินทาง

post

การแบ่งเขตภูมิอากาศของประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดียถือว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม ประเพณี รูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ปัจจัยหนนึ่งนอกจากเรื่องของลักษณะการใช้ชีวิตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่ต้องถือว่านี่เป็นประเทศแห่งอารยธรรมต่างๆ มากมายแล้ว ลักษณะของอากาศเองก็เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าในพื้นที่ใดที่ฝนตกชุกก็จะมีรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง พื้นที่ใดมีอากาศร้อนก็จะใช้ชีวิตต่างกัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างสำหรับประเทศอินเดีย

ลักษณะของการแบ่งเขตภูมิอากาศในประเทศอินเดีย

ต้องย้อนความกันไปก่อนว่านอกจากความใหญ่ของประเทศอินเดียที่ทำให้เกิดการแบ่งเขตภูมิอากาศที่หลากหลายแล้ว เรื่องของสภาพพื้นที่และปัจจัยโดยรอบต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการที่เป็นตัวแบ่งแยกสภาพอากาศของแต่ละบริเวณในประเทศให้ต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง ก่อนอื่นต้องบอกว่าสภาพภูมิประเทศของอินเดียถือว่าเป็นภูมิประเทศที่มีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งติดทะเล เทือกเขาสูง และทะเลทราย นั่นทำให้พื้นที่บริเวณชายฝั่งหรือส่วนที่ติดกับทะเลก็จะถูกแบ่งให้เป็นเขตภูมิอาการที่มีลมมรสุม ส่วนในบริเวณที่อยู่ห่างไกลจากทะเลออกไปก็จะมีสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง หลักใหญ่ใจความในการที่จะแบ่งเขตภูมิประเทศของอินเดียได้ชัดเจนก็มีอยู่ด้วยกัน 2 สิ่งคือ เทือกเขาหิมาลัย กับ ทะเลทรายธาร์ จากสิ่งสองสิ่งที่อยู่ในประเทศทำให้อินเดียมีทั้งฤดูร้อนที่มีความอบอุ่นมากรวมไปถึงฤดูหนาวที่มีความเป็นมรสุมอยู่สูงไม่เบา เทือกเขาหิมาลัยจัดว่าเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการป้องกันลมที่พัดลงลาดเขา ทำให้บริเวณดังกล่าวที่อยู่ใกล้เคียงก็จะมีความอบอุ่นมากกว่าในส่วนอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งก็จะเป็นบริเวณทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามเจ้าเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ก็ทำให้บางส่วนของประเทศอินเดียสามารถดูหิมะได้ด้วยเช่นเดียวกัน อีกสิ่งที่เป็นตัวแบ่งเขตภูมิอากาศก็คือ ทะเลทรายธาร์ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความชื้นจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ โดยเจ้าลมมรสุมที่ว่านี้จะทำให้ทุกปีของประเทศในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม มีฝนกรดตกในพื้นที่จำนวนมากของประเทศโดยเฉพาะในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้

การแบ่งเขตภูมิอากาศของอินเดีย

จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวออกมาทำให้สรุปได้ว่าประเทศอินเดียสามารถแบ่งเขตภูมิอากาศออกได้เป็น 4 เขต ประกอบไปด้วย แบบเขตร้อนชื้น (Tropical wet), แบบเขตร้อนแห้งแล้ง (Tropical dry), แบบเทือกเขาสูง (Montane) และแบบอบอุ่นชื้น (Subtropical humid) ถือว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านเขตภูมิอากาศอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

post

Air Pollution อันตรายมากต่อสุขภาพของมนุษย์

Air Pollution (มลพิษทางอากาศ) คือภาวะที่อากาศมีสารเจือปนที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และทรัพย์สินต่างๆ อยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง สาเหตุอาจมีจากหลายด้าน จากธรรมชาติเช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า ก๊าซเสียจากธรรมชาติ ซึ่งมลภาวะจากธรรมชาติเหล่านี้เป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตน้อยมาก แต่ก็ยังถือว่าอันตรายอยู่ดี และที่เกิดจากมนุษย์ เช่น ควันที่ปล่อยจากโรงงาน ควันจากท่อไอเสียรถ สารเคมีจากการเกษตร ขยะมูลฝอย สาร CFC จากเครื่องทำความเย็น เป็นต้น มลพิษเหล่านี้อันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมากๆ  แถมยังส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศของโลกอีกด้วย  ในบทความนี้เราจึงได้อธิบายเกี่ยวกับความอันตรายของมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบต่อมนุษย์ดังนี้

มลพิษทางอากาศ จะส่งผลเสียทางร่างกายมนุษย์ได้ 2 ทาง คือ ระบบผิวหนัง และระบบหายใจ สำหรับผิวหนังจะพบได้ในบางคนที่อาการแพ้ หรือที่เรียกว่าแพ้อากาศ อาจจะแพ้ควันรถ แพ้ฝุ่น อาการของคนเหล่านี้คือ มีผื่นขึ้น มีอาการคัน ซึ่งสามารถรักษาด้วยการ ทำความสะอาด แล้วจึงใช้ยาทาให้หายได้  ส่วนระบบหายใจ จะส่งผลเสียกับทุกคน ไม่ว่าจะแพ้หรือไม่แพ้ ก็เป็นกันได้ทุกคน มลพิษจะเข้าสู่ระบบหายใจได้ทางจมูก ทางการแพทย์ได้กล่าวว่า หากมนุษย์ขาดอากาศที่มีออกซิเจนที่ใช้หายใจไปเพียง 5-4 นาที คุณอาจตายได้ ส่วนที่สำคัญสำหรับเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต เด็กๆ ที่กำลังเจริญเติมโตเมื่อหายใจเอาอากาศที่เสียๆ เข้าไป ที่มีทั้งฝุ่นละออง ควันพิษต่างๆ สารอันตรายเหล่านี้เองจะไปสกัดกั้นการเจริญเติบโตของร่างกาย แถมยังเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ อีกด้วย เช่น โรคทางเดินหายใจ มะเร็งปอด โรคหัวใจ ไอเป็นเลือด เป็นต้น ผลกระทบที่มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์สามารถแยกได้ดังนี้

  • Acute sickness or death การเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน เกิดจากการหายใจเอาสารอันตรายที่มีความเข้มข้นสูงมากๆ เข้าสู่ปอด ส่วนมากจะเกิดขึ้นและเสียชีวิตได้ในผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ คนเหล่านี้จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นๆ
  • Chronic disease การเจ็บป่วยชนิดเรื้อรัง การเกิดการเจ็บป่วยแบบนี้เนื่องมาจากได้รับมลพิษทางอากาศที่มีความเข้มข้นไม่สูงมาก แต่ได้รับในระยะเวลายาวนาน จนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ความเสี่ยงของคนที่จะได้รับการเจ็บป่วยชนิดนี้คือ คนที่ทำงานอยู่ในที่ที่มีสารเคมี เช่น โรงงานต่างๆ
  • Physiologycal functions การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของสรีระ เป็นอาหารที่อวัยวะในร่างกายทำงานได้ในประสิทธิภาพที่ลดลง หรือเสื่อมประสิทธิภาพลง
  • Nuisance เกิดความรำคาญ อาการส่วนนี้มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจ เกิดอาหารหงุดหงิด รำคาญใจซึ่งผลกระทบอาจจะใหญ่ไปถึงขั้นย้ายที่อยู่อาศัย
post

ประกาศจากประเทศ อินโดนิเซีย เตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของความมั่นคงในเรื่องด้านอาหารการกิน

ในตอนนี้ประธานธิบดีของอินโดนิเซียได้มองเห็นความสำคัญอย่างมากในเรื่องของอาหารร่วมไปถึงผลผลิตที่มาพร้อมผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด
ซึ่งจากที่ทางการได้ประเมินมาว่าอาจจะเกิดมาจากแนวผลกระทบโดยตรงจากภูมิอากาศ แล้วยังมองให้เห็นผลต่อการที่ต้องเก็บรักษาอาหารให้เอาไว้ให้คงที่อยู่เสมอ ไม่งั้นอาหารจะเกิดอาการเน่าเสียได้ จึงขอแนะนำให้เก็บเกี่ยวอาหารเอาไว้ให้มากพอสมควร
กล่าวต่อประโยคสุดท้ายว่า ในเวลานี้อากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจะมีผลให้ก่อเกิดการเกิดภัยแล้งจะทำให้อาหารทั่วโลกในเวลานี้ของการส่งออกจะทำให้มีปัญหาของเรื่องราคาที่มีราคาแพงมากกว่าเดิมอีกถึงเท่าตัว แล้วตอนนี้จะทำการประสานงานกับพวกกระทวงเกษตรเพื่อให้ผลิตอาหารที่มั่นคงแล้วให้มีการผลิตที่ดีมากยิ่งขึ้นแล้วให้การประสานงานส่วนต่างๆ เดินหน้าไปได้ด้วยดี