post

ข้อสงสัยของชาวโลก วรรณะในอินเดีย เกิดจากอะไร

ประเทศอินเดีย นอกจากความเชื่อเรื่องของศาสนาแล้ว ความเชื่อของการแบ่งชั้นวรรณะเป็นอีกเรื่องที่ฝังรากลึกมายาวนานมาก การจะขุดออกไปได้นั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ แม้ว่าตอนนี้การยกเลิกระบบวรรณะจะมีก็จริงตามกฎหมายแต่เหมือนเป็นการแก้ตามตัวอักษรเท่านั้นในทางปฏิบัติจริงยังมีเรื่องราวการแบ่งชนชั้นวรรณะเหล่านี้อยู่ ว่าแต่เรื่องของวรรณะในอินเดียเกิดมาจากอะไร

ต้นกำเนิดของระบบวรรณะ

เรื่องราวระบบวรรณะของประเทศอินเดีย ต้องมองย้อนกลับไปถึงช่วงที่ชนเผ่าอินเดียที่อยู่ในพื้นที่เดิม ถูกรุกรานโดยพวกอริยะ หรือ อารยัน(ในบางตำรา) เข้าไปทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดน ผลปรากฏว่าชนพื้นเมืองเดิมในอินเดียที่เรียกตัวเองว่า มิลักขะ แพ้สงครามต่อชาวอารยัน ทำให้ถูกชาวอารยันยึดครอง โดยชาวอารยันใช้ระบบการปกครองแบบแบ่งชั้นวรรณะขึ้นมา 4 วรรณะด้วยกัน สาเหตุเพื่อให้พวกเค้าแยกคนออกจากกันจะได้ปกครองง่ายขึ้น โดยการแบ่งวรรณะเกิดจากอวัยวะของพระพรหมผู้ซึ่งให้กำเนิดโลกตามความเชื่อของพวกเค้าดังนี้

ระบบวรรณะ

ระบบของพวกเค้าแบ่งออกเป็น 4 วรรณะเริ่มจาก วรรณะพราหมณ์ เป็นวรรณะสูงสุด ส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยชุดสีขาวทั้งตัวมีหน้าที่สวดมนต์ ให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ หรือ บางคนอาจจะเป็นเพียงแค่นักบวชสอนศาสนา ทำพิธีกรรมเท่านั้นเอง เชื่อกันว่าวรรณะนี้เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม สองวรรณกษัตริย์ ตามความเชื่อบอกว่าเกิดจากพระอุระ(ทรวงอก) เครื่องแต่งกายเป็นสีแดง ทำหน้าที่สู้รบ ส่วนใหญ่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สามวรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลา ใช้เครื่องแต่งกายสีเหลืองเป็นหลัก หน้าที่ของพวกเค้าก็คือการเสาะแสวงหาเงิน ทรัพย์สมบัติ กลุ่มนี้จะเป็นพ่อค้า คหบดี สี่วรรณะศูทร กลุ่มนี้เกิดจากพระบาท (เท้า) ใช้เครื่องแต่งกายสีดำ หรือ สีหม่นเพื่อแสดงถึงความเป็นกรรมกรใช้แรงงาน

วรรณะจัณฑาล

นอกจากระบบทั้ง 4 วรรณะแล้ว พวกเค้ายังมีอีกหนึ่งวรรณะที่ต่ำสุดจากระบบทั้งหมด ก็คือ วรรณะจัณฑาล อีกชื่อหนึ่งว่า ดาลิต วรรณะนี้มักจะเกิดจากเด็กที่พ่อแม่คนละวรรณะมาแต่งงานกัน จนกลายเป็นจัณฑาล เมื่อตกอยู่ในวรรณะนี้ความลำบากก็คือจะไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย ไปไหนก็มีแต่คนรังเกียจเหยียดหยาม

ระบบวรรณะในปัจจุบัน

อย่างที่บอกไปว่าระบบวรรณะทั้งหมดที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานนั้นทางการได้ยกเลิกไปแล้ว แต่มันเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือเท่านั้น ความจริงการแบ่งชั้นวรรณะยังไม่หายไปจากอินเดียซะทีเดียว เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบใหม่ มาเป็นวรรณะของชุมชนเมืองที่มีฐานะร่ำรวยมากกว่า กับ วรรณะยากจนของคนต่างจังหวัด ซึ่งความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่มเริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มหลังที่อาจจะทำให้กลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจล่มสลายตามกันไปก็ได้

post

วิศวกรอินเดียลดมลพิษทางอากาศแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นน้ำหมึก

airink-carbon-dioxide-cap

ประเทศอินเดียนับว่าเป็นประเทศที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วแห่งหนึ่งของโลก หลายคนอาจจะมองภาพว่าประเทศนี้มีอะไรที่ยังดูเป็นเรื่องโบราณอยู่มากอันนั้นก็จริงไม่เถียง แต่อีกมุมหนึ่งประเทศอินเดียก็มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิศวกรเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นเสมอเช่นกัน อย่างล่าสุดได้มีนักวิศวกรสุดเจ๋งคนหนึ่ง ได้ทำการแปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งเพื่อลดมลภาวะในอากาศด้วย

กรุงนิวเดลี เมืองแห่งมลภาวะ

กรุงเทพไม่ได้เป็นเมืองเดียวที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาด้านฝุ่น ควัน มลภาวะ เมืองใหญ่อื่นๆ ของโลกก็เจอเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียก็เจอปัญหาเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน อย่างแรกพวกเค้าต้องเจอกับความแออัดของเมืองทำให้มีคนอยู่รวมกันมาก เมื่ออยู่กันมากก็ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากขึ้นทั้งรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรม และ ยานยนต์บนท้องถนนที่ต้องบอกว่าพวกเค้ามีรถติดไม่แพ้กรุงเทพเลยก็ว่าได้

เครื่องปั่นไฟ ตัวสร้างมลภาวะ

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้เพิ่มขึ้นไปอีกก็คือ เครื่องปั่นไฟ กล่าวคือแต่ละบ้านจะต้องมีเครื่องปั่นไฟเป็นของตัวเอง แม้ว่าทางการจะห้ามไม่ให้มีเนื่องจากควันเสียที่เกิดจากเครื่องปั่นไฟจะยิ่งทำให้สภาพอากาศแย่ลง แต่ชาวบ้านก็ไม่สนคำเตือนนั้น พวกเค้าจำเป็นต้องมีเพราะว่ากรุงนิวเดลีไฟดับบ่อยมากยิ่งฤดูร้อนยิ่งดับบ่อยกว่าเดิม หากพวกเค้าไม่อยากลำบากในตอนกลางคืน หรือ กลางวันพวกเค้าต้องมีเครื่องปั่นไฟไว้ดูแลตัวเอง พวกเค้าต้องแอบซ่อนเครื่องปั่นไฟไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อไม่ให้ใครเห็น แต่ควันก็ปล่อยออกมาเหมือนเดิม

airink-carbon-dioxide-cap1

ปัญหาไปสู่นวัตกรรม

ปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดสตาร์ทอัพมือใหม่ด้วยการรวมตัวทีมนักวิศวกรรมของพวกเค้าเอง พวกเค้าเกิดแนวคิดในการนำควันเสียจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้มาแปรรูปให้กลายเป็นอย่างอื่นเพื่อทำให้ควันเสียลดลงรวมถึงเอามาใช้ประโยชน์ได้ด้วยจนกลายเป็นนวัตกรรมใหม่เป็นเครื่องดักจับควันเสีย ลักษณะการทำงานของมันก็คือ ใช้เครื่องดักจับควันเสียจากโรงงาน จากนั้นก็ทำให้มันเย็นตัวลงเพื่อให้กลายเป็นฝุ่นขนาดเล็กลง แล้วก็จับมันไปส่งห้องแล็ป เพื่อดึงตัวคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากนั้นนำไปผ่านกระบวนการบางอย่างเพื่อให้มันกลายเป็นน้ำหมึกแล้วเอาไปใช้การพิมพ์ต่อไปในอนาคต

จากความสำเร็จในครั้งนี้ถือว่าเป็นการป้องกันปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดีรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะลดปัญหาดังกล่าว ยังทำให้เกิดผลลัพธ์ก็คือ หมึก เพื่อขายต่อไปยังอุตสาหกรรมการพิมพ์อีกด้วย เรียกได้ว่าเอาของเสียมาทำเป็นของที่ใช้ได้อีกแบบหนึ่ง ไทยเราก็น่าจะไปศึกษาเอามาทำบ้าง น่าจะเป็นเรื่องดี

พายุฝุ่นอันตราย ประเทศอินเดีย เพราะเหตุใดทำให้ตาย

ฤดูมรสุมของอินเดียปี 2018 บุกถล่มเข้าสู่ภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศ โดยในปีนี้มรสุมไม่ได้มาแบบเบาๆ เหมือนทุกปี หากแต่พรากชีวิตของประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 100 คน จากพายุฝุ่นขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในคืนวันพุธเพียงคืนเดียว ของวันที่ 2 พฤษภาคม 2018

สำนักข่าวท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากกระแสลมขนาดรุนแรง ซึ่งพัดพาเอาสิ่งของรวมทั้งโครงสร้างสาธารณะหล่นทับร่างกาย อีกทั้งยังมีประชาชนอีกจำนวนมากได้รับบาดเจ็บจากภัยธรรมชาติครั้งนี้

ตามปกติแล้วพายุฝุ่นเป็นภัยพิบัติซึ่งพบมากในประเทศอินเดีย ซึ่งในปีก่อนๆ หน้านี้ พบจำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุฝุ่นรวมแล้วเพียงไม่กี่สิบรายเท่านั้น แต่สำหรับปี 2018 ระดับความรุนแรงของพายุสร้างความตกตะลึงให้แก่เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาเป็นอย่างมาก โดยมันเดินทางจากรัฐราชสถาน ไปยังรัฐอุตตรประเทศพร้อมพัดถล่มกรุงนิวเดลีอย่างไม่ปราณีในระยะเวลาอันสั้น

นาย Hemant Gera เลขานุการแห่งหน่วยงานจัดการภัยพิบัติออกมา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า “ผมทำงานนี้มา เป็นเวลาถึง 20 ปี แต่ไม่เคยพบเจออะไรรุนแรงเท่านี้มาก่อน”

“โดยคนร้ายที่พรากชีวิตของผู้คนไปจำนวนมาก ก็คือพายุฟ้าผ่าซึ่งถล่มอย่างหนักตลอดทั้งคืน ” Bob Henson นักอุตุนิยมวิทยามือฉมังกล่าว “ซึ่งลมที่เกิดขึ้นมันแรงถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็น downburst ความรุนแรงของมันสูสีกับพายุ ที่ถล่มอเมริกาเลยทีเดียว”

สำหรับคำว่า downburst คือ ช่วงเวลาอันร้ายแรง กระแสลมพัดลงในแนวดิ่ง โดยเริ่มจากกลุ่มเมฆลงสู่เบื้องล่าง ด้วยความเร็วอันรุนแรง ก่อนที่จะแตกกระจายตัวออกไป อีกชื่อหนึ่งของมันคือ Microburst โดยในช่วง downburst นั้นมันรุนแรงจนกระทั่งทำให้เครื่องบินตกได้เลยทีเดียว มันมีความเร็วลมมากกว่า 320 กิโลเมตรเสียอีก

รายงานจาก Bob Henson พบว่าฝุ่นละอองที่ปะปนมานั้น ไม่ได้ทำให้พายุรุนแรงขึ้น หากแต่เป็นลมต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญ นอกจากนี้สำนักข่าว Hindustan กล่าวว่าสภาพอากาศอันอบอุ่นผิดปกติ เป็นตัวการสำคัญซึ่งทวีความรุนแรงของพายุขึ้น โดยเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนพายุบุก พบรายงานว่าอุณหภูมิสูงถึง 45 องศา

นาย Ken Waters ผู้เชี่ยวชาญด้านพายุฝุ่น แสดงภาพให้เห็นว่า แท้จริงแล้วพายุฝุ่นนั้นมีอันตรายมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด “ส่วนใหญ่แล้วพายุฝุ่นส่งผลกระทบต่อสภาพการเดินทางบนท้องถนนเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อลมแรงพัดพาฝุ่นละอองมาทัศน์วิสัยก็จะเป็นศูนย์ ในสถานการณ์จริง คุณจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าลงไปอยู่บนถนนแล้ว” อีกทั้งมันก็ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพเช่นกัน

post

พายุ Tornado อันสุดรุนแรงเกิดจากอะไร

Tornado หรือบางครั้งในบ้านเราเรียกว่า พายุงวงช้าง มันเป็นพายุอันสุดแสนน่ากลัว เต็มไปด้วยจุดหมายแห่งการทำลายล้าง อันเกิดจากอากาศหมุนวน พายุ Tornado เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือมีรูปร่างเป็นทรงกรวย บริเวณปลายกรวยจิ้มลงพื้นดิน ซึ่งมันมาพร้อมกับพลังงานสูง ความเร็วลมพุ่งทะยานถึง 500 กม/ชม ซึ่งความเร็วขนาดนี้สามารถก่อให้เกิดการถล่มของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ ถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวอยู่เสมอคุณจะพบข่าวพายุ Tornado ถล่มสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นได้ในหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นพบเจอพายุชนิดนี้ประมาณปีละ 20 ครั้ง

Tornado ถือกำเนิดขึ้นจากการที่ลมร้อนและลมเย็นมาเจอกัน จนกระทั่งมันก่อร่างสร้างตัวให้เกิดลมหมุน เมื่อลมหมุนในระดับไม่แน่นอน ก็ส่งผลให้ปลายข้างหนึ่งลงมาจิ้มที่พื้นดินก่อให้เกิดพายุ โดยจากตามที่ข่าวออก Tornado ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย

กลุ่มอากาศอุ่นได้ลอยเข้าไปใต้กลุ่มของอากาศเย็นจึงทำให้เกิด การถ่ายเทอากาศหมุนเวียนในพื้นที่จำกัด นอกจากนี้บริเวณจุดศูนย์กลางก็จะเต็มไปด้วยลมซึ่งหมุนเร็วมาก ส่งผลให้เกิดอากาศรูปร่างเกลียวตั้งสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ส่วนขอบนอกความเร็วของการหมุนก็จะค่อยๆ ลดลง แต่ถึงอย่างนั้นรอบนอกก็ยังมีความรุนแรงพอ ที่จะสามารถหอบเอาบ้านทั้งทลายลงได้อย่างหมูๆ

ระดับของ Tornado

Tornado มีความรุนแรงหลายระดับ วัดจากพลังของมันบวกกับความเร็ว ซึ่งแบ่งเป็น F0 – F5 , F0 ระดับตั้งต้น มีกำลังเบาสุด ส่วน F5 มีกำลังแข็งแกร่งสุด การแบ่งแยกระดับในปัจจุบันนี้ถือเอาตาม Fujita scale ได้แก่…

  • F0 ความเร็ว 64-116 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F1 ความเร็ว 117-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F2 ความเร็ว 181-253 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F3 ความเร็ว 254-332 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F4 ความเร็ว 333-418 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F5 ความเร็ว 419-512 กิโลเมตร/ชั่วโมง

จากข้อมูลทางสถิติ ผลปรากฏว่า การเกิด Tornado 1,000 ครั้ง จะพบกับ…

  • F0 389 ครั้ง
  • F1 356 ครั้ง
  • F2 194 ครั้ง
  • F3 49 ครั้ง
  • F4 11 ครั้ง
  • F5 1 ครั้ง

ทั้งนี้ความรุนแรงของ Tornado มีผลต่อความใหญ่และระยะเวลาสลายตัว สำหรับระดับ F0-F1 พบเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 100 เมตร แค่เดินทางไม่กี่กิโลเมตรมันก็จะสลายตัวไป ไม่ส่งผลอันตรายเท่าไหร่ แต่พายุ F5 ที่มีความรุนแรงมากที่สุด อาจพบเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 1,600 เมตร สามารถเดินทางไกลได้มากกว่า 100 กิโลเมตร สร้างความเสียหายอย่างร้ายกาจเป็นวงกว้าง ก่อนจะค่อยๆสลายตัว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้มันเกิดแน่นอน ดังนั้นแล้วคุณจะเห็นว่า พายุระดับสูงกว่าก็จะทำให้มันมีขนาดใหญ่รวมทั้งสลายตัวช้าด้วย

post

จะไปเที่ยวตอนไหนดีหากไป ประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดีย เป็นประเทศมีอาณาเขตกว้างขวางเป็นอันดับ 7 ของโลก เต็มไปด้วยอาหารการกิน และวัฒนธรรมอันหลากหลาย จึงทำให้อินเดียเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆ คน แต่ช่วงเวลาไหนกันที่น่าไปเยือนอินเดียมากที่สุด ?

ฤดูร้อน เป็นช่วงเวลาไม่สมควรไปอินเดียเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอากาศจะร้อนจัดมาก ถึงขนาดสามารถเป็นลมเอาง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 อุณหภูมิ ณ เมือง Gaya สูงถึง 44 องศาเซลเซียส หลายๆ คนแค่ฟังก็รู้สึกถึงความร้อนที่ปะทะเข้าผิวหนังลามไปยันลำไส้แล้ว

สำหรับช่วงเวลาที่น่าไปเยือนอินเดียมากสุด คือ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป เนื่องจากฝนจะเริ่มโปรยปรายลงมาบ้างแล้ว อุณหภูมิก็จะลดลงมาประมาณ 35 องศา ในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็เหลือประมาณ 27 องศาเท่านั้น ถึงแม้อากาศจะไม่ถึงกับเย็นสบาย แต่ข้อดีก็คือนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยหนาแน่นมากนัก ทำให้ไม่ต้องไปแออัด เหมือนในฤดูหนาว ไม่ต้องเข้าคิวรอนานๆ โรงแรมหาง่าย , ซื้อของก็ต่อรองราคาได้ง่าย เนื่องจากคนขายต้องง้อลูกค้านั่นเอง ไม่เหมือนช่วงคนเยอะๆ นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินในราคาถูกกว่าฤดูหนาวอีกด้วย

กว่า เดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิจะเหลือ 30 องศาเซลเซียส ช่วงกลางคืนลดเหลือ 10 องศา ก่อนจะลดลงต่ำ25 องศาในเดือนธันวาคม อุณหภูมิจะลดต่ำสุดช่วงกลางเดือนมกราคม ตอนกลางวันจะเหลือประมาณ 22 องศา หรือต่ำกว่านี้ ส่วนกลางคืนจะเหลือ 6-9 องศา

สำหรับฤดูหนาวเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบความหนาวเย็นสุดขั้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยความลำบากในการเดินทางพอสมควร เนื่องจากเป็นช่วง High Season นักท่องเที่ยวจะเยอะที่สุด อีกทั้งยังทำให้ตั๋วเครื่องบินราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

หลังจากนั้นอุณหภูมิก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นไป สำหรับคนที่อยากสัมผัสประสบการณ์สักครั้งหนึ่งว่าความร้อนระดับ 40-45 องศา เป็นเช่นไร ก็ขอแนะนำให้ไปในช่วงเดือนเมษายน รับรองว่าได้สัมผัสถึงใจ

สำหรับคนที่วางแผนจะไปอินเดีย ขอแนะนำให้เช็คจาก www.accuweather.com เสียก่อน ให้คลิกไปยัง Month เพื่อตรวจดูพยากรณ์อากาศเป็นรายเดือน โดยเว็บไซต์แห่งนี้จะพยากรณ์ล่วงหน้า 3 เดือนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านๆ มาบอกเอาไว้ด้วย ซึ่งคุณสามารถวางแผนการเดินทางข้ามปีได้เลยทีเดียว

หรือจะเป็นเว็บไซต์ www.wunderground.com ถ้าคุณอยากไปเมืองไหนให้ป้อนชื่อเมืองลงไป เช่น เมือง GAYA เป็นต้น เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ให้คลิก Calendar เพื่อดูพยากรณ์อากาศเป็นรายเดือน โดยเว็บไซต์นี้จะพยากรณ์ล่วงหน้าแค่ 9 วันเท่านั้น และยังมีข้อมูลของสถิติเก่าอีกด้วย สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเว็บไซต์แรกได้เลย เพื่อการเดินทางอย่างมีความสุขอย่าลืมเช็คสภาพอากาศล่วงหน้ากันด้วยนะ

post

พิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคา ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ประเทศอินเดียมีพิธีกรรมแปลกๆ หลายอย่างที่คนนอกพื้นที่อย่างเราเองคงไม่อาจเข้าใจได้ ว่าไปแล้วพิธีกรรมหรือความเชื่อบางอย่างเป็นเรื่องที่คนไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือไม่ได้ผูกพันอะไรอาจรู้สึกแปลกประหลาดแต่ถ้าเป็นคนในพื้นที่พวกเขามองว่าสิ่งเหล่านี้คือความเชื่อ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำกัน อย่างเรื่องพิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคาที่คนทั่วไปอาจมองว่ามันเป็นสิ่งประหลาดแต่สำหรับคนอินเดียในเมืองพาราณสีนี่เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแถมยังคงเกิดขึ้นต่อไปตามความเชื่อของพวกเขาโดยที่อาจรู้และไม่รูว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก

รู้จักพิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคา

เป็นพิธีกรรมหนึ่งสำหรับคนที่เสียชีวิตในประเทศอินเดียกระทำสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เทียบง่ายๆ มันเหมือนเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่ออย่างหนึ่งของคนที่นับถือศาสนาพุทธว่าเสียชีวิตแล้วต้องเผา เป็นต้น แต่การเผาของคนในประเทศอินเดียที่เมืองพาราณสีนี้จะมีการเผาแล้วโยนศพลงไปในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อว่าแม่น้ำคงคาคือแม่น้ำแสนศักดิ์สิทธิ์ ประเด็นน่าสนใจกว่าคือการเผาที่บอกกันนี้ของชาวอินเดียเขาจะไม่เผากันจนมอดไหม้เหลือแต่ขี้ผงกระดูกแต่เขาจะเผาแค่ประมาณหนึ่งเท่านั้นแล้วโยนลงแม่น้ำคงคาถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรม ขณะที่เผาจะได้กลิ่นเหมือนมันหมูลอยออกมานั่นเพราะเกิดการไหม้ของไขมันในตัวผู้เสียชีวิต พอเผาไปได้สักระยะจะดับไฟแล้วโยกศพที่บางศพยังเป็นรูปร่างคนชัดเจนลงในแม่น้ำคงคา บางศพหากลอยไปติดฝั่งแล้วพบว่าเป็นญาติพี่น้องของตนเองจะนำไปประกอบพิธีขั้นอื่นๆ ต่อไป แต่บางศพก็ลอยไปเรื่อยๆ จนย่อยสลายเหลือแต่กระดูก บางศพแย่กว่านั้นคือกลายเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ผู้หิวโหย

พิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคาส่งผลต่อสุขภาพผู้คน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะเป็นความเชื่อของชาวอินเดียจำนวนมากแต่การกระทำแบบนี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ศพเมื่อเสียชีวิตจะมีเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ เกิดขึ้นมากมายพอโยนลงน้ำไปสิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนนำน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคเชื้อโรคจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายในแบบที่เราคาดไม่ถึงแน่นอน แล้ววันๆ หนึ่งไม่ใช่แค่ศพเดียวแต่บางวันระดับ 3-4 ศพ ก็มีคิดดูว่ามันจะแย่ขนาดไหน ไม่รวมกลิ่นเหม็นเน่าของศพ ภาพอุจาดตาที่ศพไปติดตามริมฝั่ง มันคือเรื่องที่คนนอกอย่างเราเองแม้จะเข้าใจได้ว่ามันเป็นพิธีกรรมของเขาแต่สุขอนามัยก็ควรใส่ใจเช่นกัน

post

พายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในอินเดียในวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 เกิดอะไรขึ้นบ้าง สาเหตุที่เกิดขึ้น

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถือว่ามีความเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอันรุนแรงมากๆ ของประเทศอินเดีย นั่นคือพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 พายุฝุ่นดังกล่าวนี้ไม่ใช่พายุธรรมดาเหมือนที่เรามักเห็นกันทั่วไปแต่มันเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 คน ไม่รวมบ้านเรือนสถานที่ต่างๆ ที่เกิดความเสียหายมากมายในอินเดียแบบประเมินค่าไม่ได้ นับเป็นเรื่องรุนแรงมากๆ ที่ประชาชนอินเดียต้องพบเจอในช่วงฤดูมรสุมของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพายุฝุ่นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 พร้อมสาเหตุ

สำนักข่าวท้องถิ่นของอินเดียมีรายงานออกมาว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูมรสุมของประเทศ พายุฝุ่นได้เข้าถล่มทางตอนเหนือมีความรุนแรงสูง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 ราย ภายในช่วงเวลาเพียงแค่คืนเดียว ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากแรงลมที่พัดพาเอาสิ่งของหรือโครงสร้างสาธารณะหล่นมาทับรวมถึงยังมีประชาชนอีกไม่น้อยได้รับบาดเจ็บจากภัยพิบัติครั้งนี้ ปกติแล้วช่วงฤดูมรสุมของอินเดียถือเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ทุกปีแต่ปีก่อนๆ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทำนองนี้หลักสิบรายเท่านั้น ทว่าปีนี้ความรุนแรงของพายุได้สร้างความตกตะลึงกับนักอุตุนิยมวิทยาอย่างมาก ตัวพายุเดินทางจากรัชราชสถานทางทิศตะวันตกเข้าสู่รัฐอุตตรประเทศแล้วพัดเข้าถล่มกรุงนิวเดลีภายในระยะเวลาที่สั้นมาก บางคนถึงกับบอกว่าทำงานอยู่ตรงนี้มา 20 ปี ไม่เคยเจอพายุอะไรที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน มีพายุฟ้าผ่าถล่มลงมาตลอดคืนพร้อมกันนี้ยังมีลมแรงพัดเอาฝุ่นละอองต่างๆ ลอยไปมาบนอากาศมากมาย ลมแรงที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่า Downburst ความรุนแรงของพายุครั้งนี้พอๆ กับพายุที่มักเกิดขึ้นทางภาคกลางกับภาคตะวันออกของสหรัฐฯ บ่อยๆ คำว่า downburst นี้เป็นคำเรียกช่วงเวลาที่กระแสลมพุ่งลงตามแนวดิ่งจากเมฆสู่พื้นดินด้วยความเร็วเกินจินตนาการก่อนกระจายออกไปในทุกทิศทางหรือเรียกอีกอย่างว่า Microburst จากความเร็วลมของ Downburst ที่ 320 กม. สามารถทำให้เครื่องบินทั้งลำตกลงมาได้เลย

มีรายงานเพิ่มเติมว่าฝุ่นละอองที่มากับพายุไม่ได้ทำให้ตัวพายุแรงขึ้นแต่แรงลมคือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ สาเหตุของพายุตัวนี้คาดว่าเกิดจากสภาพอากาศที่อุ่นผิดปกติของบริเวณภูมิภาคดังกล่าวทำให้เกิดเป็นความรุนแรงของพายุที่ทวีคูณอีกหลายเท่าตัว โดยก่อนหน้านี้ราว 1 สัปดาห์มีรายงานว่ารัฐราชสถานมีอุณหภูมิสูงถึง 45 องศา พายุฝุ่นที่ว่านี้มีอันตรายกว่าหลายคนคิดไว้เยอะนอกจากเรื่องการบาดเจ็บ เสียหายแล้วยังรวมถึงเรื่องสุขภาพที่มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายบนอากาศเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้นไม่นับรวมความเสียหายอื่นๆ

post

แนะนำช่วงเวลาอากาศที่สมควรเที่ยวอินเดียตอนฤดูไหน

การคิดเดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศหรือแม้แต่ในบ้านเราก็ตามเรื่องของสภาพอากาศนับเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นเพราะสภาพอากาศอันเหมาะสมของแต่ละพื้นที่มีความต่างกันออกไป หากเลือกไปเที่ยวในช่วงสภาพอากาศย่ำแย่นอกจากความไม่สนุกในการเที่ยวแล้วอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ อินเดียถือเป็นประเทศในเอเชียอีกประเทศที่คนไทยให้ความนิยมในการเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างมาก แน่นอนว่าการเลือกเดินทางไปยังประเทศนี้จำเป็นต้องตรวจสอบสภาพอากาศหรือช่วงเวลาการเที่ยวให้เหมาะสมด้วยจะได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจไร้ปัญหา

ช่วงเวลาน่าไปเที่ยวของประเทศอินเดีย

ช่วงเวลาการน่าไปเที่ยวของอินเดียจริงแล้วมีด้วยกันหลายเดือนแต่จะขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายมากขึ้นเพื่อใครหลายคนกำลังคิดเดินทางไปจะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง ฤดูที่ไม่เหมาะกับการไปเที่ยวอินเดียมากที่สุดคือช่วงฤดูร้อนเนื่องจากว่าสภาพอากาศจะร้อนจัดพอๆ กับประเทศไทย ยกตัวอย่างเมื่อเดือนเมษายาน ปี 2559 เมืองคยามีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44 องศา เรียกว่าหากไปเดินทีรับรองมีไหม้แน่ๆ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจริงๆ ในการเดินทางไปเที่ยวอินเดียเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน เพราะช่วงนี้ฝนในอินเดียจะเริ่มตกลงมาบ้างแล้วทำให้สภาพาอากาศไม่ร้อนจนเกินไป อุณหภูมิจะลดลงมาเหลือราว 35 องศา พอๆ กับบ้านเราในช่วงกลางวันแล้วจะลดลงเหลือ 27 องศาในช่วงเวลากลางคืน แม้ช่วงนี้อากาศยังไม่ได้เย็นลงมากนักแต่ข้อดีของมันคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจะยังมีไม่มากนัก ไม่ต้องเบียดเสียดยัดทะนานตามสถานที่ต่างๆ ไปตรงไหนไม่จำเป็นต้องรอคิวนาน ที่พักหาง่าย ราคาสินค้าต่อรองได้เนื่องจากยังไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นร้านค้ายังง้อลูกค้า อีกข้อดีของการเดินทางมาอินเดียในช่วงนี้คือตั๋วเครื่องบินถูก

เมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนอุณหภูมิของอินเดียจะลดลงเหลือราว 30 องศา ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็เกือบ 10 องศา ยิ่งในเดือนธันวาคมตอนกลางวันจะเหลือราว 25 องศา กลางคืนบางคืนไม่ถึง 5 องศา ช่วงเวลาเฉลี่ยที่อุณหภูมิลดต่ำสุดคือเดือนมกราคม กลางวันราว 22 องศา กลางคืนต่ำกว่า 10 องศา ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่เหมาะในการมาเที่ยวอินเดียที่สุดแต่ก็ต้องทำใจว่านักท่องเที่ยวเยอะ ตั๋วเครื่องบินแพง ทว่าใครที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายๆ ในการเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงเวลานี้นับว่าเหมาะสม เดินเล่นสบายๆ ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน คุ้มค่าอย่างยิ่ง

หากนักท่องเที่ยวทุกคนทำการเช็คสภาพอากาศในการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มอัตราความสนุกสนานในการท่องเที่ยวได้อีกเยอะมก ไม่จำเป็นต้องไปทรมานร่างกายตนเองในช่วงเวลาย่ำแย่แต่เราจะไปแบบสบายๆ ชิลล์ๆ มีความสุขกับการเดินทางไปยังอินเดียหรือประเทศอื่นๆ บนโลก