post

ข้อสงสัยของชาวโลก วรรณะในอินเดีย เกิดจากอะไร

ประเทศอินเดีย นอกจากความเชื่อเรื่องของศาสนาแล้ว ความเชื่อของการแบ่งชั้นวรรณะเป็นอีกเรื่องที่ฝังรากลึกมายาวนานมาก การจะขุดออกไปได้นั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ แม้ว่าตอนนี้การยกเลิกระบบวรรณะจะมีก็จริงตามกฎหมายแต่เหมือนเป็นการแก้ตามตัวอักษรเท่านั้นในทางปฏิบัติจริงยังมีเรื่องราวการแบ่งชนชั้นวรรณะเหล่านี้อยู่ ว่าแต่เรื่องของวรรณะในอินเดียเกิดมาจากอะไร

ต้นกำเนิดของระบบวรรณะ

เรื่องราวระบบวรรณะของประเทศอินเดีย ต้องมองย้อนกลับไปถึงช่วงที่ชนเผ่าอินเดียที่อยู่ในพื้นที่เดิม ถูกรุกรานโดยพวกอริยะ หรือ อารยัน(ในบางตำรา) เข้าไปทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดน ผลปรากฏว่าชนพื้นเมืองเดิมในอินเดียที่เรียกตัวเองว่า มิลักขะ แพ้สงครามต่อชาวอารยัน ทำให้ถูกชาวอารยันยึดครอง โดยชาวอารยันใช้ระบบการปกครองแบบแบ่งชั้นวรรณะขึ้นมา 4 วรรณะด้วยกัน สาเหตุเพื่อให้พวกเค้าแยกคนออกจากกันจะได้ปกครองง่ายขึ้น โดยการแบ่งวรรณะเกิดจากอวัยวะของพระพรหมผู้ซึ่งให้กำเนิดโลกตามความเชื่อของพวกเค้าดังนี้

ระบบวรรณะ

ระบบของพวกเค้าแบ่งออกเป็น 4 วรรณะเริ่มจาก วรรณะพราหมณ์ เป็นวรรณะสูงสุด ส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยชุดสีขาวทั้งตัวมีหน้าที่สวดมนต์ ให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ หรือ บางคนอาจจะเป็นเพียงแค่นักบวชสอนศาสนา ทำพิธีกรรมเท่านั้นเอง เชื่อกันว่าวรรณะนี้เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม สองวรรณกษัตริย์ ตามความเชื่อบอกว่าเกิดจากพระอุระ(ทรวงอก) เครื่องแต่งกายเป็นสีแดง ทำหน้าที่สู้รบ ส่วนใหญ่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สามวรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลา ใช้เครื่องแต่งกายสีเหลืองเป็นหลัก หน้าที่ของพวกเค้าก็คือการเสาะแสวงหาเงิน ทรัพย์สมบัติ กลุ่มนี้จะเป็นพ่อค้า คหบดี สี่วรรณะศูทร กลุ่มนี้เกิดจากพระบาท (เท้า) ใช้เครื่องแต่งกายสีดำ หรือ สีหม่นเพื่อแสดงถึงความเป็นกรรมกรใช้แรงงาน

วรรณะจัณฑาล

นอกจากระบบทั้ง 4 วรรณะแล้ว พวกเค้ายังมีอีกหนึ่งวรรณะที่ต่ำสุดจากระบบทั้งหมด ก็คือ วรรณะจัณฑาล อีกชื่อหนึ่งว่า ดาลิต วรรณะนี้มักจะเกิดจากเด็กที่พ่อแม่คนละวรรณะมาแต่งงานกัน จนกลายเป็นจัณฑาล เมื่อตกอยู่ในวรรณะนี้ความลำบากก็คือจะไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย ไปไหนก็มีแต่คนรังเกียจเหยียดหยาม

ระบบวรรณะในปัจจุบัน

อย่างที่บอกไปว่าระบบวรรณะทั้งหมดที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานนั้นทางการได้ยกเลิกไปแล้ว แต่มันเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือเท่านั้น ความจริงการแบ่งชั้นวรรณะยังไม่หายไปจากอินเดียซะทีเดียว เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบใหม่ มาเป็นวรรณะของชุมชนเมืองที่มีฐานะร่ำรวยมากกว่า กับ วรรณะยากจนของคนต่างจังหวัด ซึ่งความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่มเริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มหลังที่อาจจะทำให้กลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจล่มสลายตามกันไปก็ได้

post

วิศวกรอินเดียลดมลพิษทางอากาศแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นน้ำหมึก

airink-carbon-dioxide-cap

ประเทศอินเดียนับว่าเป็นประเทศที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วแห่งหนึ่งของโลก หลายคนอาจจะมองภาพว่าประเทศนี้มีอะไรที่ยังดูเป็นเรื่องโบราณอยู่มากอันนั้นก็จริงไม่เถียง แต่อีกมุมหนึ่งประเทศอินเดียก็มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิศวกรเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นเสมอเช่นกัน อย่างล่าสุดได้มีนักวิศวกรสุดเจ๋งคนหนึ่ง ได้ทำการแปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งเพื่อลดมลภาวะในอากาศด้วย

กรุงนิวเดลี เมืองแห่งมลภาวะ

กรุงเทพไม่ได้เป็นเมืองเดียวที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาด้านฝุ่น ควัน มลภาวะ เมืองใหญ่อื่นๆ ของโลกก็เจอเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียก็เจอปัญหาเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน อย่างแรกพวกเค้าต้องเจอกับความแออัดของเมืองทำให้มีคนอยู่รวมกันมาก เมื่ออยู่กันมากก็ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากขึ้นทั้งรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรม และ ยานยนต์บนท้องถนนที่ต้องบอกว่าพวกเค้ามีรถติดไม่แพ้กรุงเทพเลยก็ว่าได้

เครื่องปั่นไฟ ตัวสร้างมลภาวะ

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้เพิ่มขึ้นไปอีกก็คือ เครื่องปั่นไฟ กล่าวคือแต่ละบ้านจะต้องมีเครื่องปั่นไฟเป็นของตัวเอง แม้ว่าทางการจะห้ามไม่ให้มีเนื่องจากควันเสียที่เกิดจากเครื่องปั่นไฟจะยิ่งทำให้สภาพอากาศแย่ลง แต่ชาวบ้านก็ไม่สนคำเตือนนั้น พวกเค้าจำเป็นต้องมีเพราะว่ากรุงนิวเดลีไฟดับบ่อยมากยิ่งฤดูร้อนยิ่งดับบ่อยกว่าเดิม หากพวกเค้าไม่อยากลำบากในตอนกลางคืน หรือ กลางวันพวกเค้าต้องมีเครื่องปั่นไฟไว้ดูแลตัวเอง พวกเค้าต้องแอบซ่อนเครื่องปั่นไฟไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อไม่ให้ใครเห็น แต่ควันก็ปล่อยออกมาเหมือนเดิม

airink-carbon-dioxide-cap1

ปัญหาไปสู่นวัตกรรม

ปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดสตาร์ทอัพมือใหม่ด้วยการรวมตัวทีมนักวิศวกรรมของพวกเค้าเอง พวกเค้าเกิดแนวคิดในการนำควันเสียจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้มาแปรรูปให้กลายเป็นอย่างอื่นเพื่อทำให้ควันเสียลดลงรวมถึงเอามาใช้ประโยชน์ได้ด้วยจนกลายเป็นนวัตกรรมใหม่เป็นเครื่องดักจับควันเสีย ลักษณะการทำงานของมันก็คือ ใช้เครื่องดักจับควันเสียจากโรงงาน จากนั้นก็ทำให้มันเย็นตัวลงเพื่อให้กลายเป็นฝุ่นขนาดเล็กลง แล้วก็จับมันไปส่งห้องแล็ป เพื่อดึงตัวคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากนั้นนำไปผ่านกระบวนการบางอย่างเพื่อให้มันกลายเป็นน้ำหมึกแล้วเอาไปใช้การพิมพ์ต่อไปในอนาคต

จากความสำเร็จในครั้งนี้ถือว่าเป็นการป้องกันปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดีรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะลดปัญหาดังกล่าว ยังทำให้เกิดผลลัพธ์ก็คือ หมึก เพื่อขายต่อไปยังอุตสาหกรรมการพิมพ์อีกด้วย เรียกได้ว่าเอาของเสียมาทำเป็นของที่ใช้ได้อีกแบบหนึ่ง ไทยเราก็น่าจะไปศึกษาเอามาทำบ้าง น่าจะเป็นเรื่องดี

post

สภาพอากาศแต่ละฤดูกาลของ ประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ มีจำนวนประชากรเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีประชากรมากสุดในโลก อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศจีน, เนปาล และภูฏาน ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ทำให้กลายเป็นประเทศขนาดใหญ่อันดับ 7 ของโลก ด้วยเหตุนี้ภูมิภาคต่างๆ ในอินเดียจึงมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ดังนี้

  • ฤดูหนาว (ตุลาคม – มีนาคม) อุณหภูมิเฉลี่ย15 องศา แต่บริเวณใกล้ชิดเขาหิมาลัยและเชิงเขาทางเหนือ อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาบางครั้งอาจถึงขั้นติดลบ บริเวณเขตที่ราบอากาศเย็นสบาย ประมาณ15-20 องศา ทางภาคใต้อากาศอบอุ่น ยกเว้นบริเวณเทือกเขาสูงก็จะมีอากาศหนาวเย็น
  • ฤดูร้อน (เมษายน – มิถุนายน) อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง เต็มไปด้วยความร้อนระอุ มีอุณหภูมิประมาณ 30 องศา ที่ราบทางตอนเหนือ เต็มไปด้วยฝุ่นดินทรายฟุ้งกระจาย อันตรายต่อทางเดินหายใจ อุณหภูมิในตอนกลางวันอาจสูงกว่า 40 องศา ส่วนทางภาคใต้อากาศร้อนอบอ้าว
  • ฤดูฝน (กรกฎาคม – กันยายน) มีอุณหภูมิประมาณ 28 องศา บางครั้งอาจต่ำกว่านี้

การแบ่งเขตภูมิอากาศในประเทศอินเดีย

อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าเพราะความใหญ่โตของประเทศอินเดีย จึงทำให้เกิดการแบ่งเขตภูมิอากาศอันหลากหลาย นอกจากนี้เรื่องของสภาพพื้นที่รวมทั้งปัจจัยยิบย่อยต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญในการแบ่งแยกสภาพอากาศให้แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง โดยสภาพภูมิประเทศของอินเดียมีความหลากหลายสูง ไม่ว่าจะทั้ง ติดทะเล, ภูเขาสูง หรือทะเลทราย จึงทำให้พื้นที่บริเวณชายฝั่งกลายเป็นเขตภูมิอากาศอันเต็มไปด้วยลมมรสุม ส่วนบริเวณไหนอยู่ห่างจากทะเลก็จะมีสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ขาดน้ำจนดินแตกระแหง

ปัจจัยในการแบ่งเขตภูมิประเทศของอินเดียแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ ภูเขาหิมาลัย และ ทะเลทรายธาร์ จากทั้งสองสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้อินเดียมีฤดูร้อนอันมีความร้อนระอุมากบางครั้งถึง 40 องศา ส่วนฤดูหนาวก็มีมรสุมสูง นอกจากนี้เทือกเขาหิมาลัยก็ยังทำให้บางส่วนของประเทศมีหิมะได้ด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้สิ่งที่เป็นตัวแบ่งเขตภูมิอากาศก็คือ ทะเลทรายธาร์ ซึ่งมีส่วนสำคัญ ในการนำพาความชื้นจากตะวันออกเฉียงใต้พัดผ่านไปยังพื้นที่ส่วนมาก โดยมรสุมตัวนี้ส่งผลให้เดือนมิถุนายน – ตุลาคม มีฝนตกหนักอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกเฉียงใต้

การแบ่งเขตภูมิอากาศของอินเดีย

จากการรวมปัจจัยทั้งน้อยใหญ่ทั้งหมด จึงสรุปได้ว่าประเทศอินเดียแบ่งสภาพภูมิอากาศได้เป็น 4 เขต ได้แก่

  • เขตร้อนชื้น (Tropical wet)
  • เขตร้อนแห้งแล้ง (Tropical dry)
  • เทือกเขาสูง (Montane)
  • อบอุ่นชื้น (Subtropical humid)

นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายแล้ว อินเดียก็ถือว่าเป็นประเทศมีความหลากหลายทางด้านเขตภูมิอากาศอยู่มากเลยทีเดียว สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางไปเยือน ก็ควรตรวจสอบสภาพอากาศให้ดีเสียก่อน

พายุฝุ่นอันตราย ประเทศอินเดีย เพราะเหตุใดทำให้ตาย

ฤดูมรสุมของอินเดียปี 2018 บุกถล่มเข้าสู่ภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศ โดยในปีนี้มรสุมไม่ได้มาแบบเบาๆ เหมือนทุกปี หากแต่พรากชีวิตของประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 100 คน จากพายุฝุ่นขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในคืนวันพุธเพียงคืนเดียว ของวันที่ 2 พฤษภาคม 2018

สำนักข่าวท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากกระแสลมขนาดรุนแรง ซึ่งพัดพาเอาสิ่งของรวมทั้งโครงสร้างสาธารณะหล่นทับร่างกาย อีกทั้งยังมีประชาชนอีกจำนวนมากได้รับบาดเจ็บจากภัยธรรมชาติครั้งนี้

ตามปกติแล้วพายุฝุ่นเป็นภัยพิบัติซึ่งพบมากในประเทศอินเดีย ซึ่งในปีก่อนๆ หน้านี้ พบจำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุฝุ่นรวมแล้วเพียงไม่กี่สิบรายเท่านั้น แต่สำหรับปี 2018 ระดับความรุนแรงของพายุสร้างความตกตะลึงให้แก่เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาเป็นอย่างมาก โดยมันเดินทางจากรัฐราชสถาน ไปยังรัฐอุตตรประเทศพร้อมพัดถล่มกรุงนิวเดลีอย่างไม่ปราณีในระยะเวลาอันสั้น

นาย Hemant Gera เลขานุการแห่งหน่วยงานจัดการภัยพิบัติออกมา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า “ผมทำงานนี้มา เป็นเวลาถึง 20 ปี แต่ไม่เคยพบเจออะไรรุนแรงเท่านี้มาก่อน”

“โดยคนร้ายที่พรากชีวิตของผู้คนไปจำนวนมาก ก็คือพายุฟ้าผ่าซึ่งถล่มอย่างหนักตลอดทั้งคืน ” Bob Henson นักอุตุนิยมวิทยามือฉมังกล่าว “ซึ่งลมที่เกิดขึ้นมันแรงถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็น downburst ความรุนแรงของมันสูสีกับพายุ ที่ถล่มอเมริกาเลยทีเดียว”

สำหรับคำว่า downburst คือ ช่วงเวลาอันร้ายแรง กระแสลมพัดลงในแนวดิ่ง โดยเริ่มจากกลุ่มเมฆลงสู่เบื้องล่าง ด้วยความเร็วอันรุนแรง ก่อนที่จะแตกกระจายตัวออกไป อีกชื่อหนึ่งของมันคือ Microburst โดยในช่วง downburst นั้นมันรุนแรงจนกระทั่งทำให้เครื่องบินตกได้เลยทีเดียว มันมีความเร็วลมมากกว่า 320 กิโลเมตรเสียอีก

รายงานจาก Bob Henson พบว่าฝุ่นละอองที่ปะปนมานั้น ไม่ได้ทำให้พายุรุนแรงขึ้น หากแต่เป็นลมต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญ นอกจากนี้สำนักข่าว Hindustan กล่าวว่าสภาพอากาศอันอบอุ่นผิดปกติ เป็นตัวการสำคัญซึ่งทวีความรุนแรงของพายุขึ้น โดยเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนพายุบุก พบรายงานว่าอุณหภูมิสูงถึง 45 องศา

นาย Ken Waters ผู้เชี่ยวชาญด้านพายุฝุ่น แสดงภาพให้เห็นว่า แท้จริงแล้วพายุฝุ่นนั้นมีอันตรายมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด “ส่วนใหญ่แล้วพายุฝุ่นส่งผลกระทบต่อสภาพการเดินทางบนท้องถนนเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อลมแรงพัดพาฝุ่นละอองมาทัศน์วิสัยก็จะเป็นศูนย์ ในสถานการณ์จริง คุณจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าลงไปอยู่บนถนนแล้ว” อีกทั้งมันก็ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพเช่นกัน

post

ให้ตายเหอะ อินเดียร้อนแบบรุนแรงพุ่งทะยานไปที่ 51 องศาฯ

ประชาชนในอินเดีย ณ เมืองพาโลดี ประสบกับสภาพอากาศร้อนถึงขีดสุด เท่าที่เคยมีการบันทึกข้อมูลมาในประเทศ โดยมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึงขีดสุด 51 องศา อันเป็นผลมาจากอิทธิพลคลื่นความร้อนซึ่งแผ่ตัวปกคลุมไปทั่วประเทศ วันที่ 20 พฤษภาคม 2016 เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย ออกมาเปิดเผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า ณ เมืองพาโลดี รัฐราชสถาน ประชาชนรวมทั้งสัตว์น้อยใหญ่ กำลังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดเดือดสุด เท่าที่เคยมีมาอุณหภูมิทะลุเกิน 51 องศาเซลเซียส ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2016 ซึ่งถือว่าเป็นอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยเมื่อปี ค.ศ. 1956 อินเดียเคยมีสถิติอุณหภูมิสูงสุด 50.6 องศาเซลเซียสมาแล้ว

วันที่ 19 พฤษภาคม 2016 เป็นวันที่อุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกกันมา คือ 51 องศาเซลเซียส อันเป็นตัวเลขน่าตกใจสำหรับเมืองมนุษย์ ณ เมืองพาโลดี กรมอุตุฯของประเทศอินเดียกล่าว

และในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย ก็ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า จากความรุนแรงของคลื่นความร้อนซึ่งแผ่ปกคลุมไปทั่วอินเดีย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ และภาคตะวันตก ก่อให้เกิดสภาพอากาศร้อนจัด มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันยาวนานมาหลายสัปดาห์ ในขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดในครั้งนี้ ส่งผลให้มีประชาชนชาวอินเดีย ในรัฐเตลังคานา และอานธรประเทศ เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลดแล้วหลายสิบคน นอกจากนี้พื้นดินก็แตกระแหงราวกับไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว

ทั้งนี้อินเดีย เป็นประเทศขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และเป็นอันดับ 7 ของโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศมีความเป็นมาอันยาวนาน อินเดียเป็นประเทศแม่ซึ่งให้กำเนิดหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งวัฒนธรรม, ศาสนา หรือแม้กระทั่งอาหารการกิน นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นประเทศอันมีลักษณะภูมิประเทศหลากหลาย จากปัจจัยนี่เองจึงเป็นส่วนสำคัญอันทำให้สภาพภูมิอากาศของประเทศอินเดีย มีความหลากหลายเฉกเช่นภูมิประเทศนั่นเอง ด้วยตำแหน่งของประเทศซึ่งมีขนาดใหญ่โต จึงทำให้หลายส่วนของประเทศมีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งตามธรรมชาติประเทศขนาดใหญ่ก็มักพบเจอกับเรื่องภูมิอากาศอันแปรปรวนและรุนแรงเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องน่ากลัวอันดับต้นๆ

ฤดูกาลของอินเดีย ในช่วงฤดูร้อนตามปกติของทุกๆ ปี ก็มีสภาพอากาศร้อนระอุเป็นอย่างมากอยู่แล้ว โดยฤดูร้อนของอินเดีย อยู่ในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ย คือ 35 องศา แต่สำหรับในบางเมืองหรือบางจุดของประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาซึ่งตัวเลขเท่านี้ก็ถือว่าร้อนมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นฤดูซึ่งไม่ค่อยมีผู้นิยมไปเยือนอีกด้วย

post

พายุ Tornado อันสุดรุนแรงเกิดจากอะไร

Tornado หรือบางครั้งในบ้านเราเรียกว่า พายุงวงช้าง มันเป็นพายุอันสุดแสนน่ากลัว เต็มไปด้วยจุดหมายแห่งการทำลายล้าง อันเกิดจากอากาศหมุนวน พายุ Tornado เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือมีรูปร่างเป็นทรงกรวย บริเวณปลายกรวยจิ้มลงพื้นดิน ซึ่งมันมาพร้อมกับพลังงานสูง ความเร็วลมพุ่งทะยานถึง 500 กม/ชม ซึ่งความเร็วขนาดนี้สามารถก่อให้เกิดการถล่มของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ ถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวอยู่เสมอคุณจะพบข่าวพายุ Tornado ถล่มสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นได้ในหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นพบเจอพายุชนิดนี้ประมาณปีละ 20 ครั้ง

Tornado ถือกำเนิดขึ้นจากการที่ลมร้อนและลมเย็นมาเจอกัน จนกระทั่งมันก่อร่างสร้างตัวให้เกิดลมหมุน เมื่อลมหมุนในระดับไม่แน่นอน ก็ส่งผลให้ปลายข้างหนึ่งลงมาจิ้มที่พื้นดินก่อให้เกิดพายุ โดยจากตามที่ข่าวออก Tornado ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย

กลุ่มอากาศอุ่นได้ลอยเข้าไปใต้กลุ่มของอากาศเย็นจึงทำให้เกิด การถ่ายเทอากาศหมุนเวียนในพื้นที่จำกัด นอกจากนี้บริเวณจุดศูนย์กลางก็จะเต็มไปด้วยลมซึ่งหมุนเร็วมาก ส่งผลให้เกิดอากาศรูปร่างเกลียวตั้งสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ส่วนขอบนอกความเร็วของการหมุนก็จะค่อยๆ ลดลง แต่ถึงอย่างนั้นรอบนอกก็ยังมีความรุนแรงพอ ที่จะสามารถหอบเอาบ้านทั้งทลายลงได้อย่างหมูๆ

ระดับของ Tornado

Tornado มีความรุนแรงหลายระดับ วัดจากพลังของมันบวกกับความเร็ว ซึ่งแบ่งเป็น F0 – F5 , F0 ระดับตั้งต้น มีกำลังเบาสุด ส่วน F5 มีกำลังแข็งแกร่งสุด การแบ่งแยกระดับในปัจจุบันนี้ถือเอาตาม Fujita scale ได้แก่…

  • F0 ความเร็ว 64-116 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F1 ความเร็ว 117-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F2 ความเร็ว 181-253 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F3 ความเร็ว 254-332 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F4 ความเร็ว 333-418 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • F5 ความเร็ว 419-512 กิโลเมตร/ชั่วโมง

จากข้อมูลทางสถิติ ผลปรากฏว่า การเกิด Tornado 1,000 ครั้ง จะพบกับ…

  • F0 389 ครั้ง
  • F1 356 ครั้ง
  • F2 194 ครั้ง
  • F3 49 ครั้ง
  • F4 11 ครั้ง
  • F5 1 ครั้ง

ทั้งนี้ความรุนแรงของ Tornado มีผลต่อความใหญ่และระยะเวลาสลายตัว สำหรับระดับ F0-F1 พบเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 100 เมตร แค่เดินทางไม่กี่กิโลเมตรมันก็จะสลายตัวไป ไม่ส่งผลอันตรายเท่าไหร่ แต่พายุ F5 ที่มีความรุนแรงมากที่สุด อาจพบเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 1,600 เมตร สามารถเดินทางไกลได้มากกว่า 100 กิโลเมตร สร้างความเสียหายอย่างร้ายกาจเป็นวงกว้าง ก่อนจะค่อยๆสลายตัว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้มันเกิดแน่นอน ดังนั้นแล้วคุณจะเห็นว่า พายุระดับสูงกว่าก็จะทำให้มันมีขนาดใหญ่รวมทั้งสลายตัวช้าด้วย