post

พิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคา ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ประเทศอินเดียมีพิธีกรรมแปลกๆ หลายอย่างที่คนนอกพื้นที่อย่างเราเองคงไม่อาจเข้าใจได้ ว่าไปแล้วพิธีกรรมหรือความเชื่อบางอย่างเป็นเรื่องที่คนไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือไม่ได้ผูกพันอะไรอาจรู้สึกแปลกประหลาดแต่ถ้าเป็นคนในพื้นที่พวกเขามองว่าสิ่งเหล่านี้คือความเชื่อ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำกัน อย่างเรื่องพิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคาที่คนทั่วไปอาจมองว่ามันเป็นสิ่งประหลาดแต่สำหรับคนอินเดียในเมืองพาราณสีนี่เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแถมยังคงเกิดขึ้นต่อไปตามความเชื่อของพวกเขาโดยที่อาจรู้และไม่รูว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก

รู้จักพิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคา

เป็นพิธีกรรมหนึ่งสำหรับคนที่เสียชีวิตในประเทศอินเดียกระทำสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เทียบง่ายๆ มันเหมือนเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่ออย่างหนึ่งของคนที่นับถือศาสนาพุทธว่าเสียชีวิตแล้วต้องเผา เป็นต้น แต่การเผาของคนในประเทศอินเดียที่เมืองพาราณสีนี้จะมีการเผาแล้วโยนศพลงไปในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อว่าแม่น้ำคงคาคือแม่น้ำแสนศักดิ์สิทธิ์ ประเด็นน่าสนใจกว่าคือการเผาที่บอกกันนี้ของชาวอินเดียเขาจะไม่เผากันจนมอดไหม้เหลือแต่ขี้ผงกระดูกแต่เขาจะเผาแค่ประมาณหนึ่งเท่านั้นแล้วโยนลงแม่น้ำคงคาถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรม ขณะที่เผาจะได้กลิ่นเหมือนมันหมูลอยออกมานั่นเพราะเกิดการไหม้ของไขมันในตัวผู้เสียชีวิต พอเผาไปได้สักระยะจะดับไฟแล้วโยกศพที่บางศพยังเป็นรูปร่างคนชัดเจนลงในแม่น้ำคงคา บางศพหากลอยไปติดฝั่งแล้วพบว่าเป็นญาติพี่น้องของตนเองจะนำไปประกอบพิธีขั้นอื่นๆ ต่อไป แต่บางศพก็ลอยไปเรื่อยๆ จนย่อยสลายเหลือแต่กระดูก บางศพแย่กว่านั้นคือกลายเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ผู้หิวโหย

พิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคาส่งผลต่อสุขภาพผู้คน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะเป็นความเชื่อของชาวอินเดียจำนวนมากแต่การกระทำแบบนี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ศพเมื่อเสียชีวิตจะมีเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ เกิดขึ้นมากมายพอโยนลงน้ำไปสิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนนำน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคเชื้อโรคจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายในแบบที่เราคาดไม่ถึงแน่นอน แล้ววันๆ หนึ่งไม่ใช่แค่ศพเดียวแต่บางวันระดับ 3-4 ศพ ก็มีคิดดูว่ามันจะแย่ขนาดไหน ไม่รวมกลิ่นเหม็นเน่าของศพ ภาพอุจาดตาที่ศพไปติดตามริมฝั่ง มันคือเรื่องที่คนนอกอย่างเราเองแม้จะเข้าใจได้ว่ามันเป็นพิธีกรรมของเขาแต่สุขอนามัยก็ควรใส่ใจเช่นกัน

post

พายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในอินเดียในวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 เกิดอะไรขึ้นบ้าง สาเหตุที่เกิดขึ้น

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถือว่ามีความเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอันรุนแรงมากๆ ของประเทศอินเดีย นั่นคือพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 พายุฝุ่นดังกล่าวนี้ไม่ใช่พายุธรรมดาเหมือนที่เรามักเห็นกันทั่วไปแต่มันเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 คน ไม่รวมบ้านเรือนสถานที่ต่างๆ ที่เกิดความเสียหายมากมายในอินเดียแบบประเมินค่าไม่ได้ นับเป็นเรื่องรุนแรงมากๆ ที่ประชาชนอินเดียต้องพบเจอในช่วงฤดูมรสุมของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพายุฝุ่นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 พร้อมสาเหตุ

สำนักข่าวท้องถิ่นของอินเดียมีรายงานออกมาว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูมรสุมของประเทศ พายุฝุ่นได้เข้าถล่มทางตอนเหนือมีความรุนแรงสูง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 ราย ภายในช่วงเวลาเพียงแค่คืนเดียว ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากแรงลมที่พัดพาเอาสิ่งของหรือโครงสร้างสาธารณะหล่นมาทับรวมถึงยังมีประชาชนอีกไม่น้อยได้รับบาดเจ็บจากภัยพิบัติครั้งนี้ ปกติแล้วช่วงฤดูมรสุมของอินเดียถือเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ทุกปีแต่ปีก่อนๆ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทำนองนี้หลักสิบรายเท่านั้น ทว่าปีนี้ความรุนแรงของพายุได้สร้างความตกตะลึงกับนักอุตุนิยมวิทยาอย่างมาก ตัวพายุเดินทางจากรัชราชสถานทางทิศตะวันตกเข้าสู่รัฐอุตตรประเทศแล้วพัดเข้าถล่มกรุงนิวเดลีภายในระยะเวลาที่สั้นมาก บางคนถึงกับบอกว่าทำงานอยู่ตรงนี้มา 20 ปี ไม่เคยเจอพายุอะไรที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน มีพายุฟ้าผ่าถล่มลงมาตลอดคืนพร้อมกันนี้ยังมีลมแรงพัดเอาฝุ่นละอองต่างๆ ลอยไปมาบนอากาศมากมาย ลมแรงที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่า Downburst ความรุนแรงของพายุครั้งนี้พอๆ กับพายุที่มักเกิดขึ้นทางภาคกลางกับภาคตะวันออกของสหรัฐฯ บ่อยๆ คำว่า downburst นี้เป็นคำเรียกช่วงเวลาที่กระแสลมพุ่งลงตามแนวดิ่งจากเมฆสู่พื้นดินด้วยความเร็วเกินจินตนาการก่อนกระจายออกไปในทุกทิศทางหรือเรียกอีกอย่างว่า Microburst จากความเร็วลมของ Downburst ที่ 320 กม. สามารถทำให้เครื่องบินทั้งลำตกลงมาได้เลย

มีรายงานเพิ่มเติมว่าฝุ่นละอองที่มากับพายุไม่ได้ทำให้ตัวพายุแรงขึ้นแต่แรงลมคือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ สาเหตุของพายุตัวนี้คาดว่าเกิดจากสภาพอากาศที่อุ่นผิดปกติของบริเวณภูมิภาคดังกล่าวทำให้เกิดเป็นความรุนแรงของพายุที่ทวีคูณอีกหลายเท่าตัว โดยก่อนหน้านี้ราว 1 สัปดาห์มีรายงานว่ารัฐราชสถานมีอุณหภูมิสูงถึง 45 องศา พายุฝุ่นที่ว่านี้มีอันตรายกว่าหลายคนคิดไว้เยอะนอกจากเรื่องการบาดเจ็บ เสียหายแล้วยังรวมถึงเรื่องสุขภาพที่มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายบนอากาศเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้นไม่นับรวมความเสียหายอื่นๆ

post

แนะนำช่วงเวลาอากาศที่สมควรเที่ยวอินเดียตอนฤดูไหน

การคิดเดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศหรือแม้แต่ในบ้านเราก็ตามเรื่องของสภาพอากาศนับเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นเพราะสภาพอากาศอันเหมาะสมของแต่ละพื้นที่มีความต่างกันออกไป หากเลือกไปเที่ยวในช่วงสภาพอากาศย่ำแย่นอกจากความไม่สนุกในการเที่ยวแล้วอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ อินเดียถือเป็นประเทศในเอเชียอีกประเทศที่คนไทยให้ความนิยมในการเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างมาก แน่นอนว่าการเลือกเดินทางไปยังประเทศนี้จำเป็นต้องตรวจสอบสภาพอากาศหรือช่วงเวลาการเที่ยวให้เหมาะสมด้วยจะได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจไร้ปัญหา

ช่วงเวลาน่าไปเที่ยวของประเทศอินเดีย

ช่วงเวลาการน่าไปเที่ยวของอินเดียจริงแล้วมีด้วยกันหลายเดือนแต่จะขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายมากขึ้นเพื่อใครหลายคนกำลังคิดเดินทางไปจะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง ฤดูที่ไม่เหมาะกับการไปเที่ยวอินเดียมากที่สุดคือช่วงฤดูร้อนเนื่องจากว่าสภาพอากาศจะร้อนจัดพอๆ กับประเทศไทย ยกตัวอย่างเมื่อเดือนเมษายาน ปี 2559 เมืองคยามีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44 องศา เรียกว่าหากไปเดินทีรับรองมีไหม้แน่ๆ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจริงๆ ในการเดินทางไปเที่ยวอินเดียเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน เพราะช่วงนี้ฝนในอินเดียจะเริ่มตกลงมาบ้างแล้วทำให้สภาพาอากาศไม่ร้อนจนเกินไป อุณหภูมิจะลดลงมาเหลือราว 35 องศา พอๆ กับบ้านเราในช่วงกลางวันแล้วจะลดลงเหลือ 27 องศาในช่วงเวลากลางคืน แม้ช่วงนี้อากาศยังไม่ได้เย็นลงมากนักแต่ข้อดีของมันคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจะยังมีไม่มากนัก ไม่ต้องเบียดเสียดยัดทะนานตามสถานที่ต่างๆ ไปตรงไหนไม่จำเป็นต้องรอคิวนาน ที่พักหาง่าย ราคาสินค้าต่อรองได้เนื่องจากยังไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นร้านค้ายังง้อลูกค้า อีกข้อดีของการเดินทางมาอินเดียในช่วงนี้คือตั๋วเครื่องบินถูก

เมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนอุณหภูมิของอินเดียจะลดลงเหลือราว 30 องศา ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็เกือบ 10 องศา ยิ่งในเดือนธันวาคมตอนกลางวันจะเหลือราว 25 องศา กลางคืนบางคืนไม่ถึง 5 องศา ช่วงเวลาเฉลี่ยที่อุณหภูมิลดต่ำสุดคือเดือนมกราคม กลางวันราว 22 องศา กลางคืนต่ำกว่า 10 องศา ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่เหมาะในการมาเที่ยวอินเดียที่สุดแต่ก็ต้องทำใจว่านักท่องเที่ยวเยอะ ตั๋วเครื่องบินแพง ทว่าใครที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายๆ ในการเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงเวลานี้นับว่าเหมาะสม เดินเล่นสบายๆ ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน คุ้มค่าอย่างยิ่ง

หากนักท่องเที่ยวทุกคนทำการเช็คสภาพอากาศในการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มอัตราความสนุกสนานในการท่องเที่ยวได้อีกเยอะมก ไม่จำเป็นต้องไปทรมานร่างกายตนเองในช่วงเวลาย่ำแย่แต่เราจะไปแบบสบายๆ ชิลล์ๆ มีความสุขกับการเดินทางไปยังอินเดียหรือประเทศอื่นๆ บนโลก

post

ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้ มองในความเป็นจริงมนุษย์เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติบนโลกใบนี้เท่านั้น ที่สำคัญโลกของเรามีอายุหลายร้อยล้านปีเกินกว่าที่คนทุกคนจะจินตนาการได้ ดังนั้นธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนและเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นแน่แท้ ลองมาย้อนดูบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นให้คนบนโลกต้องจดจำกันบ้าง

ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ต้องจดจำ

  1. ปี 1883 ภูเขาไฟกรากาตัวเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้สร้างความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศอินโดนีเซีย มีความเสียหายเกิดขึ้นกับหมู่บ้าน 163 หมู่บ้าน ที่สำคัญมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 36,380 ราย
  2. ปี 1902 ภูเขาไฟปาเลบนเกาะมาร์ตินีเกิดการระเบิดขึ้นมา ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับเมืองเซนต์ปิแอร์ มีผู้เสียชีวิจากเหตุการณ์นี้กว่า 30,000 ราย มาร์ตินี่คือส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปเพราะคือ 1 ใน 27 จังหวัดของฝรั่งเศส เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ของเขตป่าร้อนชื้น ทะเลเงียบสงบ หาดทรายแสนสวยงาม มีการให้บริการพร้อมความสะดวกสบายของโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นมนต์เสน่ห์แห่งหมู่เกาะที่นักท่องเที่ยวต่างหลงใหลในการเดินทางไปสัมผัสอย่างมาก
  3. ปี 1923 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโต ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งเขตเมืองโตเกียวและโยโกฮาม่ากว่า 100,000 ราย วัดความรุนแรงได้ถึง 9 ริกเตอร์ ความรุนแรงขนาดว่าทำให้กรุงโตเกียวเปลี่ยนเป็นเมืองแห่งซากปรักหักพังภายในพริบตา เกิดไฟไหม้ทั่วทั้งเมือง
  4. ปี 1976 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8 – 8.2 ริกเตอร์ ที่เมืองต่งซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 242,769 ราย มีผู้คนบาดเจ็บอีกกว่า 164,851 ราย ความรุนแรงนี้เป็นระดับ 11 ลึกลงไปใต้ดินราว 11-16 กม. ในเมืองถังซัน สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
  5. ปี 1985 ภูเขาไฟเนลวาโดเดลรีซ เกิดการปะทุขึ้นมาเกิดเศษหินภูเขาไฟ แมกม่ากว่า 35 ล้านตัน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์พุ่งออกมากว่า 7 แสนตัน ไหลความเร็วเฉลี่ย 60 กม./ชม. เข้าถล่มยังเมืองอาร์เมโร โคลอมเบีย มีผู้เสียชีวิตราว 25,000 ราย
  6. ปี 1995 เกิดแผ่นไหวแมกนิจูด 2 ใกล้เมืองโกเบ ญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 ราย พร้อมกันนี้ทรัพย์สินต่างๆ ยังเกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  7. ปี 1999 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 2 ริกเตอร์ บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 17,000 คน บาดเจ็บอีก 44,000 ราย

นี่คือส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องราวเกินการควบคุมของทุกคนบนโลกใบนี้จะทำได้

post

10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่น่ากลัวแล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นมาอีกบนโลก

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ใครก็คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นมาจนรู้จักการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้มีการเขียนระบุเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงเอาไว้มากมาย และนี่คือ 10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่อว่าร้ายแรงที่สุดในประวัตศาสตร์โลก

10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ได้รับการยกให้ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

  1. แผ่นดินไหวเมือง Aleppo ปี 1138 – เมืองอะเลปโป ในซีเรีย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างจากทะเลสาบเดดซี อดีตเคยเป็นเมืองใหญ่สุดของซีเรีย แต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ความแรง 5 ริกเตอร์ คนเสียชีวิตกว่า 230,000 ราย
  2. แผ่นดินไหว Shannxi ปี 1556 – นับว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งของจีน เมืองฉานซี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 1556 มีผู้บาดเจ็บกับเสียชีวิตรวมกัน 830,000 ราย ทั้งในฉานซีกับเมืองโดยรอบต่างๆ
  3. น้ำท่วมตรงแม่น้ำ Kaifeng ปี 1642 – เมืองไคเฟิง ตั้งอยู่ตรงมณฑลเหอหนาน ตอนใต้ริมฝั่งแม่น้ำเหลือง ทั้งเมืองแห่งนี้จมใต้บาดาล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 600,000 ราย
  4. เกิดการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ ปี 1918 – ไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ H1N1 เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลกระหว่างปี 1918 – 1919 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกว่า 35-75 ล้านคน เทียบเป็นประชากร 3-5% ของโลกตอนนั้นเลย
  5. พายุไซโคลน Coringa อินเดีย ปี 1839 – เป็นพายุขนาดใหญ่พัดถล่มเมือง Coringa เมืองท่าขนาดเล็กใกล้แม่น้ำโกดาวารี พายุได้ถล่มเมืองจนไม่เหลือชิ้นดี มีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ผู้เสียชีวิกว่า 300,000 ราย
  6. พายุไซโคลน Bhola ปากีสถานตะวันออกยุคก่อนปัจจุบันคือบังคลาเทศ ปี 1970 คนเสียชีวิตกว่า 167,000 ราย ใสคืนเดียว เกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรวมแล้วเสียชีวิตกว่า 500,000 คน แค่เมือง Tazumuddin คือคนเสียชีวิตถึง 45%
  7. แผ่นดินไหวแถวคันโต ญี่ปุ่น ปี 1923 – ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงสุดของญี่ปุ่น และมีคนเสียชีวิตมากที่สุด เสียหายเป็นวงกว้างทั้งโตเกียว โยโกฮาม่า ชิบะ คานากาว่า และชิสุโอกะ รวมแล้วกว่า 142,800 ราย สูญหายอีก 40,000 ราย
  8. แผ่นดินไหวที่ Tangshan จีน ปี 1976 – เกิดบริเวณเองถังซาน มณฑลเหอเป่ย มีคนเสียชีวิตกว่า 450,000 ขนาดคนในเมืองปักกิ่งที่ห่างออกไป 150 กม. ยังสัมผัสได้
  9. แผ่นดินไหวบนเกาะสุมาตราและสึนามิ อินโดนีเซีย ปี 2004 – เหตุการณ์นี้รวมถึงประเทศไทยด้วย มีผู้เสียชีวิตรวม 280,000 คน ทั้งในอินเดียและศรีลังกาก็เช่นกัน แต่บนเกาะสุมาตรามีความรุนแรงระดับ 1 ริกเตอร์
  10. แผ่นดินไหวที่ Haiti ปี 2010 – ศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากเมืองหลวงแค่ 25 กม. มีผู้เสียชีวิตกว่า 120,000 คน นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี ของประเทศ บ้านเรือนเสียหายมากมายจนนับกันไม่ไหวเลยทีเดียวสำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้