post

จะไปเที่ยวตอนไหนดีหากไป ประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดีย เป็นประเทศมีอาณาเขตกว้างขวางเป็นอันดับ 7 ของโลก เต็มไปด้วยอาหารการกิน และวัฒนธรรมอันหลากหลาย จึงทำให้อินเดียเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆ คน แต่ช่วงเวลาไหนกันที่น่าไปเยือนอินเดียมากที่สุด ?

ฤดูร้อน เป็นช่วงเวลาไม่สมควรไปอินเดียเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอากาศจะร้อนจัดมาก ถึงขนาดสามารถเป็นลมเอาง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 อุณหภูมิ ณ เมือง Gaya สูงถึง 44 องศาเซลเซียส หลายๆ คนแค่ฟังก็รู้สึกถึงความร้อนที่ปะทะเข้าผิวหนังลามไปยันลำไส้แล้ว

สำหรับช่วงเวลาที่น่าไปเยือนอินเดียมากสุด คือ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป เนื่องจากฝนจะเริ่มโปรยปรายลงมาบ้างแล้ว อุณหภูมิก็จะลดลงมาประมาณ 35 องศา ในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็เหลือประมาณ 27 องศาเท่านั้น ถึงแม้อากาศจะไม่ถึงกับเย็นสบาย แต่ข้อดีก็คือนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยหนาแน่นมากนัก ทำให้ไม่ต้องไปแออัด เหมือนในฤดูหนาว ไม่ต้องเข้าคิวรอนานๆ โรงแรมหาง่าย , ซื้อของก็ต่อรองราคาได้ง่าย เนื่องจากคนขายต้องง้อลูกค้านั่นเอง ไม่เหมือนช่วงคนเยอะๆ นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินในราคาถูกกว่าฤดูหนาวอีกด้วย

กว่า เดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิจะเหลือ 30 องศาเซลเซียส ช่วงกลางคืนลดเหลือ 10 องศา ก่อนจะลดลงต่ำ25 องศาในเดือนธันวาคม อุณหภูมิจะลดต่ำสุดช่วงกลางเดือนมกราคม ตอนกลางวันจะเหลือประมาณ 22 องศา หรือต่ำกว่านี้ ส่วนกลางคืนจะเหลือ 6-9 องศา

สำหรับฤดูหนาวเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบความหนาวเย็นสุดขั้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยความลำบากในการเดินทางพอสมควร เนื่องจากเป็นช่วง High Season นักท่องเที่ยวจะเยอะที่สุด อีกทั้งยังทำให้ตั๋วเครื่องบินราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

หลังจากนั้นอุณหภูมิก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นไป สำหรับคนที่อยากสัมผัสประสบการณ์สักครั้งหนึ่งว่าความร้อนระดับ 40-45 องศา เป็นเช่นไร ก็ขอแนะนำให้ไปในช่วงเดือนเมษายน รับรองว่าได้สัมผัสถึงใจ

สำหรับคนที่วางแผนจะไปอินเดีย ขอแนะนำให้เช็คจาก www.accuweather.com เสียก่อน ให้คลิกไปยัง Month เพื่อตรวจดูพยากรณ์อากาศเป็นรายเดือน โดยเว็บไซต์แห่งนี้จะพยากรณ์ล่วงหน้า 3 เดือนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านๆ มาบอกเอาไว้ด้วย ซึ่งคุณสามารถวางแผนการเดินทางข้ามปีได้เลยทีเดียว

หรือจะเป็นเว็บไซต์ www.wunderground.com ถ้าคุณอยากไปเมืองไหนให้ป้อนชื่อเมืองลงไป เช่น เมือง GAYA เป็นต้น เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ให้คลิก Calendar เพื่อดูพยากรณ์อากาศเป็นรายเดือน โดยเว็บไซต์นี้จะพยากรณ์ล่วงหน้าแค่ 9 วันเท่านั้น และยังมีข้อมูลของสถิติเก่าอีกด้วย สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเว็บไซต์แรกได้เลย เพื่อการเดินทางอย่างมีความสุขอย่าลืมเช็คสภาพอากาศล่วงหน้ากันด้วยนะ

post

มลพิษทางอากาศที่น่ากลัวภัยเงียบในเมืองกรุงนิวเดลี

สภาพภูมิอากาศในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย เข้าสู่ภาวะอันตราย ทำให้ทางการออกมาประกาศสภาวะฉุกเฉิน หลังจากที่หมอกควันปกคลุมสูงเกินมาตรฐานเข้าขั้นอันตราย ถึงขนาดสั่งปิดโรงเรียนประถมชั่วคราว ทางด้านเว็บไซต์สถานทูตสหรัฐประจำกรุงนิวเดลี ออกมาเผยข้อมูลว่าวันที่ 7 พฤษจิกายน พ.ศ. 2560 ระดับค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก วัดได้ 703 โดยสูงเกินเป็นจำนวน 2 เท่าของค่ามาตรฐาน 300 ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับอันตราย ส่งผลกระทบต่อมลพิษทางอากาศซึ่งจะยังคงเลวร้ายลงไปอีก ทางด้านสมาคมแพทย์อินเดีย ก็ได้ออกมาประกาศสภาวะฉุกเฉินซึ่งขอให้ทางการนิวเดลียับยั้งภัยคุกคามนี้อย่างเร่งด่วน

ทำให้สถานการณ์ล่าสุด นายมานิช ซิโซเดีย รองมุขมนตรี ได้สั่งให้ปิดโรงเรียนประถมทั้งหมดในกรุงนิวเดลี ซึ่งจะมีการดูเป็นรายชั่วโมง เพื่อพิจารณาว่าจะสั่งปิดไปอีกนานเท่าไหร่

ทางด้านอากาศในกรุงนิวเดลี มักจะเสื่อมโทรมลงในช่วงก่อนเข้าฤดูหนาว เพราะอากาศเย็นจะพามลพิษไปไว้ใกล้พื้นดิน ผสมเข้ากับการจุดพลุดอกไม้ไฟ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี รวมทั้งมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซล , โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงงานอุตสาหกรรม จึงทำให้ระดับมลพิษเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าสงสัย

อีกทั้งยังมีการเผาทำลายซากจากผลผลิตทางการเกษตร หลังจากการเก็บเกี่ยวทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย จึงทำให้คุณภาพอากาศเสื่อมโทรมลงด้วย ทางด้านโซเชียลก็มีการเคลื่อนไหวกับเหตุการณ์ร้ายแรงดังกล่าว ประชาชนพิมพ์ #smog เพื่อกระตุ้นให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษ

ย้อนไปในปี พ.ศ. 2557 องค์การอนามัยโลกเคยกำหนดให้กรุงนิวเดลีเป็นเมืองหลวงมีมลพิษมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีสภาพอากาศเสื่อมโทรมยิ่งกว่ากรุงปักกิ่งเสียอีก ในกรุงนิวเดลี เช่น รัฐ Haryana และรัฐ Punjab พบปัญหามลพิษทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือน ตุลาคม – มีนาคม เมื่อความเย็นกดละอองและควันพิษให้ลอยต่ำเหนือพื้นดิน อีกทั้งยังเป็นการบล็อกไม่ให้ควันพิษเหล่านั้นระเหยตัวในอากาศ บวกกับความกดอากาศด้วย จึงทำความหนาแน่นของมลพิษในเมืองมีความเข้มข้นขึ้นในช่วงหน้าหนาว

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกมาระบุว่า PM หรือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ ถ้าหากได้รับเข้าสู่ร่างกายจำนวนมากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตมากกว่าสารพิษตัวอื่นๆ เสียอื่น โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 PM มันมีความเล็กมาก จึงสามารถแทรกตัวเข้าไปในปอดส่วนลึกได้อย่างง่ายดาย ส่งผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งโรคทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด สามารถเพิ่มอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถึงจะได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กเพียงเล็กน้อย แต่ก็อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ปรากฏผื่นคันบริเวณผิวหนัง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก สามารถกระตุ้นผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ได้

post

กรมอุตุชี้แจ้งความน่ากลัวว่าพายุไซโคลน วาร์ดะห์ มุ่งหน้าเข้าสู่อินเดียไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2559

กรมอุตุฯออกมายืนยันว่า พายุไซโคลน “วาร์ดะห์” เคลื่อนไปทางอินเดีย ไม่ส่งผลต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน ทั้งนี้ความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบนอย่างเหนียวแน่น จึงทำให้บริเวณนั้นมีอากาศหนาวเย็นต่อไป ส่วนทางด้านมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมประเทศไทยพบว่ามีกำลังปานกลาง อีกทั้งยังคงทำให้ภาคใต้มีฝนตกได้ แต่ปริมาณก็จะน้อยลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ทางด้านคลื่นลมอ่าวไทยและอันดามันมีกำลังปานกลาง ส่วนพายุไซโคลน “วาร์ดะห์” มีการเคลื่อนตัวไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างช้าๆ ซึ่งมุ่งตรงไปยังอินเดีย ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2559

ชาวอินเดียภาคใต้ กำลังถึงคราวเผชิญหน้ากับพายุหมุนเขตร้อนกำลังแรง ‘วาร์ดะห์’ แบบเต็มๆ พร้อมขึ้นฝั่งรัฐทมิฬนาดู ทำให้ โรงเรียน , วิทยาลัย ตลอดจนร้านค้าต่างๆ ในเมืองริมทะเล ต้องหยุดทำการเพื่อหลบพายุกำลังแรงลูกนี้ นับเป็นไซโคลนลูกแรกในปี พ.ศ.2559 ที่ถล่มอ่าวเบงกอล นอกจากนี้ทางการอินเดียยังได้ออกประกาศเตือน ให้บริษัทต่างๆ ให้พนักงานทำงานจากบ้าน โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ทำงาน เพราะเสี่ยงต่ออันตรายถึงแก่ชีวิต อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า จากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนลูกนี้ จะส่งผลเสียต่อภาคการเกษตร สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่เพาะปลูกกล้วย , มะละกอ , นาข้าวด้วย

ด้านสำนักอุตุนิยมวิทยา ได้ออกแจ้งเตือนประชาชนทางภาคใต้ของอินเดีย เฝ้าระวังฝนตกหนักจากพายุ วาร์ดะห์ นับเป็นไซโคลนมีกำลังแรงที่สุด ตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา ในครั้งนั้นไซโคลน Hud Hud ได้ถล่มรัฐอานธรประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับ 100 ราย สร้างความเสียหายถึง 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

วันที่ 13 ธันวาคม ..2559

ไซโคลน วาร์ดะห์ ขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศอินเดียตามคาดการณ์ ทำให้เกิดห่าฝนและพายุกระชากลมแรง ทางการต้องเร่งอพยพประชาชนนับหมื่นคน พบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย ไซโคลน ‘วาร์ดะห์’ เคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองเจนไน ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมแรงถึง 140 กม./ชม. เป็นเหตุให้มีประชาชนชีวิตแล้ว 7 ราย จนต้องเร่งมืออพยพประชาชนออกจากพื้นที่มากกว่า 15,000 คน จากความรุนแรงของพายุลูกนี้ ส่งผลให้โรงเรียนและธุรกิจต่างๆ ต้องปิดเพื่อหลบภัย สนามบินต้องหยุดให้บริการชั่วคราว พบต้นไม้ในเมืองเจนไนถูกกระแสลมแรงโค่นกว่า 260 ต้น นอกจากนี้พื้นที่บางส่วนของเมืองโดยน้ำท่วมเสียหาย ถึงกระนั้น นาย วายเค เรดดี ผู้อำนวยการสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ออกแถลงการณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า พายุจะอ่อนกำลังลงหลังจากขึ้นฝั่ง ขอให้ประชาชนจงอดทนและรักษาตัวให้ดี

post

พิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคา ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ประเทศอินเดียมีพิธีกรรมแปลกๆ หลายอย่างที่คนนอกพื้นที่อย่างเราเองคงไม่อาจเข้าใจได้ ว่าไปแล้วพิธีกรรมหรือความเชื่อบางอย่างเป็นเรื่องที่คนไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือไม่ได้ผูกพันอะไรอาจรู้สึกแปลกประหลาดแต่ถ้าเป็นคนในพื้นที่พวกเขามองว่าสิ่งเหล่านี้คือความเชื่อ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำกัน อย่างเรื่องพิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคาที่คนทั่วไปอาจมองว่ามันเป็นสิ่งประหลาดแต่สำหรับคนอินเดียในเมืองพาราณสีนี่เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแถมยังคงเกิดขึ้นต่อไปตามความเชื่อของพวกเขาโดยที่อาจรู้และไม่รูว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก

รู้จักพิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคา

เป็นพิธีกรรมหนึ่งสำหรับคนที่เสียชีวิตในประเทศอินเดียกระทำสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เทียบง่ายๆ มันเหมือนเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่ออย่างหนึ่งของคนที่นับถือศาสนาพุทธว่าเสียชีวิตแล้วต้องเผา เป็นต้น แต่การเผาของคนในประเทศอินเดียที่เมืองพาราณสีนี้จะมีการเผาแล้วโยนศพลงไปในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อว่าแม่น้ำคงคาคือแม่น้ำแสนศักดิ์สิทธิ์ ประเด็นน่าสนใจกว่าคือการเผาที่บอกกันนี้ของชาวอินเดียเขาจะไม่เผากันจนมอดไหม้เหลือแต่ขี้ผงกระดูกแต่เขาจะเผาแค่ประมาณหนึ่งเท่านั้นแล้วโยนลงแม่น้ำคงคาถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรม ขณะที่เผาจะได้กลิ่นเหมือนมันหมูลอยออกมานั่นเพราะเกิดการไหม้ของไขมันในตัวผู้เสียชีวิต พอเผาไปได้สักระยะจะดับไฟแล้วโยกศพที่บางศพยังเป็นรูปร่างคนชัดเจนลงในแม่น้ำคงคา บางศพหากลอยไปติดฝั่งแล้วพบว่าเป็นญาติพี่น้องของตนเองจะนำไปประกอบพิธีขั้นอื่นๆ ต่อไป แต่บางศพก็ลอยไปเรื่อยๆ จนย่อยสลายเหลือแต่กระดูก บางศพแย่กว่านั้นคือกลายเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ผู้หิวโหย

พิธีเผาศพริมแม่น้ำคงคาส่งผลต่อสุขภาพผู้คน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะเป็นความเชื่อของชาวอินเดียจำนวนมากแต่การกระทำแบบนี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ศพเมื่อเสียชีวิตจะมีเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ เกิดขึ้นมากมายพอโยนลงน้ำไปสิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนนำน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคเชื้อโรคจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายในแบบที่เราคาดไม่ถึงแน่นอน แล้ววันๆ หนึ่งไม่ใช่แค่ศพเดียวแต่บางวันระดับ 3-4 ศพ ก็มีคิดดูว่ามันจะแย่ขนาดไหน ไม่รวมกลิ่นเหม็นเน่าของศพ ภาพอุจาดตาที่ศพไปติดตามริมฝั่ง มันคือเรื่องที่คนนอกอย่างเราเองแม้จะเข้าใจได้ว่ามันเป็นพิธีกรรมของเขาแต่สุขอนามัยก็ควรใส่ใจเช่นกัน

post

พายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในอินเดียในวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 เกิดอะไรขึ้นบ้าง สาเหตุที่เกิดขึ้น

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถือว่ามีความเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอันรุนแรงมากๆ ของประเทศอินเดีย นั่นคือพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 พายุฝุ่นดังกล่าวนี้ไม่ใช่พายุธรรมดาเหมือนที่เรามักเห็นกันทั่วไปแต่มันเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 คน ไม่รวมบ้านเรือนสถานที่ต่างๆ ที่เกิดความเสียหายมากมายในอินเดียแบบประเมินค่าไม่ได้ นับเป็นเรื่องรุนแรงมากๆ ที่ประชาชนอินเดียต้องพบเจอในช่วงฤดูมรสุมของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพายุฝุ่นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2018 พร้อมสาเหตุ

สำนักข่าวท้องถิ่นของอินเดียมีรายงานออกมาว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูมรสุมของประเทศ พายุฝุ่นได้เข้าถล่มทางตอนเหนือมีความรุนแรงสูง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 ราย ภายในช่วงเวลาเพียงแค่คืนเดียว ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากแรงลมที่พัดพาเอาสิ่งของหรือโครงสร้างสาธารณะหล่นมาทับรวมถึงยังมีประชาชนอีกไม่น้อยได้รับบาดเจ็บจากภัยพิบัติครั้งนี้ ปกติแล้วช่วงฤดูมรสุมของอินเดียถือเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ทุกปีแต่ปีก่อนๆ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทำนองนี้หลักสิบรายเท่านั้น ทว่าปีนี้ความรุนแรงของพายุได้สร้างความตกตะลึงกับนักอุตุนิยมวิทยาอย่างมาก ตัวพายุเดินทางจากรัชราชสถานทางทิศตะวันตกเข้าสู่รัฐอุตตรประเทศแล้วพัดเข้าถล่มกรุงนิวเดลีภายในระยะเวลาที่สั้นมาก บางคนถึงกับบอกว่าทำงานอยู่ตรงนี้มา 20 ปี ไม่เคยเจอพายุอะไรที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน มีพายุฟ้าผ่าถล่มลงมาตลอดคืนพร้อมกันนี้ยังมีลมแรงพัดเอาฝุ่นละอองต่างๆ ลอยไปมาบนอากาศมากมาย ลมแรงที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่า Downburst ความรุนแรงของพายุครั้งนี้พอๆ กับพายุที่มักเกิดขึ้นทางภาคกลางกับภาคตะวันออกของสหรัฐฯ บ่อยๆ คำว่า downburst นี้เป็นคำเรียกช่วงเวลาที่กระแสลมพุ่งลงตามแนวดิ่งจากเมฆสู่พื้นดินด้วยความเร็วเกินจินตนาการก่อนกระจายออกไปในทุกทิศทางหรือเรียกอีกอย่างว่า Microburst จากความเร็วลมของ Downburst ที่ 320 กม. สามารถทำให้เครื่องบินทั้งลำตกลงมาได้เลย

มีรายงานเพิ่มเติมว่าฝุ่นละอองที่มากับพายุไม่ได้ทำให้ตัวพายุแรงขึ้นแต่แรงลมคือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ สาเหตุของพายุตัวนี้คาดว่าเกิดจากสภาพอากาศที่อุ่นผิดปกติของบริเวณภูมิภาคดังกล่าวทำให้เกิดเป็นความรุนแรงของพายุที่ทวีคูณอีกหลายเท่าตัว โดยก่อนหน้านี้ราว 1 สัปดาห์มีรายงานว่ารัฐราชสถานมีอุณหภูมิสูงถึง 45 องศา พายุฝุ่นที่ว่านี้มีอันตรายกว่าหลายคนคิดไว้เยอะนอกจากเรื่องการบาดเจ็บ เสียหายแล้วยังรวมถึงเรื่องสุขภาพที่มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายบนอากาศเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้นไม่นับรวมความเสียหายอื่นๆ

post

แนะนำช่วงเวลาอากาศที่สมควรเที่ยวอินเดียตอนฤดูไหน

การคิดเดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศหรือแม้แต่ในบ้านเราก็ตามเรื่องของสภาพอากาศนับเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นเพราะสภาพอากาศอันเหมาะสมของแต่ละพื้นที่มีความต่างกันออกไป หากเลือกไปเที่ยวในช่วงสภาพอากาศย่ำแย่นอกจากความไม่สนุกในการเที่ยวแล้วอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ อินเดียถือเป็นประเทศในเอเชียอีกประเทศที่คนไทยให้ความนิยมในการเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างมาก แน่นอนว่าการเลือกเดินทางไปยังประเทศนี้จำเป็นต้องตรวจสอบสภาพอากาศหรือช่วงเวลาการเที่ยวให้เหมาะสมด้วยจะได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจไร้ปัญหา

ช่วงเวลาน่าไปเที่ยวของประเทศอินเดีย

ช่วงเวลาการน่าไปเที่ยวของอินเดียจริงแล้วมีด้วยกันหลายเดือนแต่จะขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายมากขึ้นเพื่อใครหลายคนกำลังคิดเดินทางไปจะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง ฤดูที่ไม่เหมาะกับการไปเที่ยวอินเดียมากที่สุดคือช่วงฤดูร้อนเนื่องจากว่าสภาพอากาศจะร้อนจัดพอๆ กับประเทศไทย ยกตัวอย่างเมื่อเดือนเมษายาน ปี 2559 เมืองคยามีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44 องศา เรียกว่าหากไปเดินทีรับรองมีไหม้แน่ๆ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจริงๆ ในการเดินทางไปเที่ยวอินเดียเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน เพราะช่วงนี้ฝนในอินเดียจะเริ่มตกลงมาบ้างแล้วทำให้สภาพาอากาศไม่ร้อนจนเกินไป อุณหภูมิจะลดลงมาเหลือราว 35 องศา พอๆ กับบ้านเราในช่วงกลางวันแล้วจะลดลงเหลือ 27 องศาในช่วงเวลากลางคืน แม้ช่วงนี้อากาศยังไม่ได้เย็นลงมากนักแต่ข้อดีของมันคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจะยังมีไม่มากนัก ไม่ต้องเบียดเสียดยัดทะนานตามสถานที่ต่างๆ ไปตรงไหนไม่จำเป็นต้องรอคิวนาน ที่พักหาง่าย ราคาสินค้าต่อรองได้เนื่องจากยังไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นร้านค้ายังง้อลูกค้า อีกข้อดีของการเดินทางมาอินเดียในช่วงนี้คือตั๋วเครื่องบินถูก

เมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนอุณหภูมิของอินเดียจะลดลงเหลือราว 30 องศา ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็เกือบ 10 องศา ยิ่งในเดือนธันวาคมตอนกลางวันจะเหลือราว 25 องศา กลางคืนบางคืนไม่ถึง 5 องศา ช่วงเวลาเฉลี่ยที่อุณหภูมิลดต่ำสุดคือเดือนมกราคม กลางวันราว 22 องศา กลางคืนต่ำกว่า 10 องศา ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่เหมาะในการมาเที่ยวอินเดียที่สุดแต่ก็ต้องทำใจว่านักท่องเที่ยวเยอะ ตั๋วเครื่องบินแพง ทว่าใครที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายๆ ในการเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงเวลานี้นับว่าเหมาะสม เดินเล่นสบายๆ ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน คุ้มค่าอย่างยิ่ง

หากนักท่องเที่ยวทุกคนทำการเช็คสภาพอากาศในการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มอัตราความสนุกสนานในการท่องเที่ยวได้อีกเยอะมก ไม่จำเป็นต้องไปทรมานร่างกายตนเองในช่วงเวลาย่ำแย่แต่เราจะไปแบบสบายๆ ชิลล์ๆ มีความสุขกับการเดินทางไปยังอินเดียหรือประเทศอื่นๆ บนโลก

post

ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้ มองในความเป็นจริงมนุษย์เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติบนโลกใบนี้เท่านั้น ที่สำคัญโลกของเรามีอายุหลายร้อยล้านปีเกินกว่าที่คนทุกคนจะจินตนาการได้ ดังนั้นธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนและเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นแน่แท้ ลองมาย้อนดูบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นให้คนบนโลกต้องจดจำกันบ้าง

ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ต้องจดจำ

  1. ปี 1883 ภูเขาไฟกรากาตัวเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้สร้างความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศอินโดนีเซีย มีความเสียหายเกิดขึ้นกับหมู่บ้าน 163 หมู่บ้าน ที่สำคัญมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 36,380 ราย
  2. ปี 1902 ภูเขาไฟปาเลบนเกาะมาร์ตินีเกิดการระเบิดขึ้นมา ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับเมืองเซนต์ปิแอร์ มีผู้เสียชีวิจากเหตุการณ์นี้กว่า 30,000 ราย มาร์ตินี่คือส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปเพราะคือ 1 ใน 27 จังหวัดของฝรั่งเศส เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ของเขตป่าร้อนชื้น ทะเลเงียบสงบ หาดทรายแสนสวยงาม มีการให้บริการพร้อมความสะดวกสบายของโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นมนต์เสน่ห์แห่งหมู่เกาะที่นักท่องเที่ยวต่างหลงใหลในการเดินทางไปสัมผัสอย่างมาก
  3. ปี 1923 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโต ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งเขตเมืองโตเกียวและโยโกฮาม่ากว่า 100,000 ราย วัดความรุนแรงได้ถึง 9 ริกเตอร์ ความรุนแรงขนาดว่าทำให้กรุงโตเกียวเปลี่ยนเป็นเมืองแห่งซากปรักหักพังภายในพริบตา เกิดไฟไหม้ทั่วทั้งเมือง
  4. ปี 1976 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8 – 8.2 ริกเตอร์ ที่เมืองต่งซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 242,769 ราย มีผู้คนบาดเจ็บอีกกว่า 164,851 ราย ความรุนแรงนี้เป็นระดับ 11 ลึกลงไปใต้ดินราว 11-16 กม. ในเมืองถังซัน สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
  5. ปี 1985 ภูเขาไฟเนลวาโดเดลรีซ เกิดการปะทุขึ้นมาเกิดเศษหินภูเขาไฟ แมกม่ากว่า 35 ล้านตัน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์พุ่งออกมากว่า 7 แสนตัน ไหลความเร็วเฉลี่ย 60 กม./ชม. เข้าถล่มยังเมืองอาร์เมโร โคลอมเบีย มีผู้เสียชีวิตราว 25,000 ราย
  6. ปี 1995 เกิดแผ่นไหวแมกนิจูด 2 ใกล้เมืองโกเบ ญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 ราย พร้อมกันนี้ทรัพย์สินต่างๆ ยังเกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  7. ปี 1999 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 2 ริกเตอร์ บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 17,000 คน บาดเจ็บอีก 44,000 ราย

นี่คือส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์โลก 100 ปี ภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องราวเกินการควบคุมของทุกคนบนโลกใบนี้จะทำได้

post

10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่น่ากลัวแล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นมาอีกบนโลก

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ใครก็คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นมาจนรู้จักการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้มีการเขียนระบุเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงเอาไว้มากมาย และนี่คือ 10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่อว่าร้ายแรงที่สุดในประวัตศาสตร์โลก

10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ได้รับการยกให้ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

  1. แผ่นดินไหวเมือง Aleppo ปี 1138 – เมืองอะเลปโป ในซีเรีย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างจากทะเลสาบเดดซี อดีตเคยเป็นเมืองใหญ่สุดของซีเรีย แต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ความแรง 5 ริกเตอร์ คนเสียชีวิตกว่า 230,000 ราย
  2. แผ่นดินไหว Shannxi ปี 1556 – นับว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งของจีน เมืองฉานซี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 1556 มีผู้บาดเจ็บกับเสียชีวิตรวมกัน 830,000 ราย ทั้งในฉานซีกับเมืองโดยรอบต่างๆ
  3. น้ำท่วมตรงแม่น้ำ Kaifeng ปี 1642 – เมืองไคเฟิง ตั้งอยู่ตรงมณฑลเหอหนาน ตอนใต้ริมฝั่งแม่น้ำเหลือง ทั้งเมืองแห่งนี้จมใต้บาดาล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 600,000 ราย
  4. เกิดการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ ปี 1918 – ไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ H1N1 เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลกระหว่างปี 1918 – 1919 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกว่า 35-75 ล้านคน เทียบเป็นประชากร 3-5% ของโลกตอนนั้นเลย
  5. พายุไซโคลน Coringa อินเดีย ปี 1839 – เป็นพายุขนาดใหญ่พัดถล่มเมือง Coringa เมืองท่าขนาดเล็กใกล้แม่น้ำโกดาวารี พายุได้ถล่มเมืองจนไม่เหลือชิ้นดี มีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ผู้เสียชีวิกว่า 300,000 ราย
  6. พายุไซโคลน Bhola ปากีสถานตะวันออกยุคก่อนปัจจุบันคือบังคลาเทศ ปี 1970 คนเสียชีวิตกว่า 167,000 ราย ใสคืนเดียว เกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรวมแล้วเสียชีวิตกว่า 500,000 คน แค่เมือง Tazumuddin คือคนเสียชีวิตถึง 45%
  7. แผ่นดินไหวแถวคันโต ญี่ปุ่น ปี 1923 – ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงสุดของญี่ปุ่น และมีคนเสียชีวิตมากที่สุด เสียหายเป็นวงกว้างทั้งโตเกียว โยโกฮาม่า ชิบะ คานากาว่า และชิสุโอกะ รวมแล้วกว่า 142,800 ราย สูญหายอีก 40,000 ราย
  8. แผ่นดินไหวที่ Tangshan จีน ปี 1976 – เกิดบริเวณเองถังซาน มณฑลเหอเป่ย มีคนเสียชีวิตกว่า 450,000 ขนาดคนในเมืองปักกิ่งที่ห่างออกไป 150 กม. ยังสัมผัสได้
  9. แผ่นดินไหวบนเกาะสุมาตราและสึนามิ อินโดนีเซีย ปี 2004 – เหตุการณ์นี้รวมถึงประเทศไทยด้วย มีผู้เสียชีวิตรวม 280,000 คน ทั้งในอินเดียและศรีลังกาก็เช่นกัน แต่บนเกาะสุมาตรามีความรุนแรงระดับ 1 ริกเตอร์
  10. แผ่นดินไหวที่ Haiti ปี 2010 – ศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากเมืองหลวงแค่ 25 กม. มีผู้เสียชีวิตกว่า 120,000 คน นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี ของประเทศ บ้านเรือนเสียหายมากมายจนนับกันไม่ไหวเลยทีเดียวสำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้
post

ภัยธรรมชาติน้ำท่วมของประเทศอินเดีย

หลายๆ ประเทศสามารถประสบพบเจอกับปัญหาเรื่องของภัยธรรมชาติได้ เนื่องจากภัยธรรมชาติเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ ที่บนโลกขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ไหนจะประสบพบเจอปัญหาประเภทใด ปัญหาภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่คนแทบทุกพื้นที่บนโลกต้องเคยเจอเหมือนกันก็คือ น้ำท่วม ยิ่งประเทศที่ติดกับทะเลหรือประเทศที่มีแหล่งน้ำเป็นจำนวนมากยิ่งมีโอกาสเกิดภัยน้ำท่วมสูงและถ้าหากว่าในประเทศเองยังไม่มีการป้องกันที่ดีพอจะยิ่งทำให้โอกาสการเกิดภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมเป็นไปได้สูงมาก ประเทศอินเดียเองก็ถือว่าเป็นประเทศที่ติดกับทะเลและมีแหล่งน้ำภายในประเทศมากมายนั่นทำให้เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติน้ำท่วมของประเทศอินเดียอยู่บ่อยๆ

น้ำท่วมหนักในอินเดียได้รับผลกระทบกว่า 17 ล้านคน

เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศอินเดียอีกครั้งโดยในครั้งนี้เกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่รัฐพิหาร ว่ากันว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 17 ล้านคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 500 คนเลยทีเดียว โดยเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2560 ได้มีการรายงานเกี่ยวกับฝนฤดูมรสุมที่โหมกระหน่ำเข้าใสรัฐพิหารทางภาคตะวันออกของอินเดียอย่างหนัก จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนจำเป็นต้องอพยพขนของขึ้นไปอยู่ในที่สูง ขณะเดียวกันก็มีผู้ประสบภัยในครั้งนี้กว่าแสนคนต้องเข้าไปพักอาศัยในศูนย์บรรเทาทุกข์ของทางการที่มีกระจายอยู่ในหลายรัฐซึ่งอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของอินเดีย นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าวยังระบุว่าการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในรัฐพิหารมากกว่า 500 คน มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 17 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่เยอะเป็นประวัติการณ์ของอินเดียเหมือนกัน บ้านเรือนประชาชนรวมไปถึงพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนักถือเป็นอุทกภัยฝนฤดูมรสุมที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากในรอบหลายปีของอินเดีย

ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในประเทศอินเดียที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมที่สร้างความสูญเสียให้กับผู้คนในประเทศจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล ทรัพย์สิน ที่ดิน บ้านเรือน ทุกๆ อย่างสามารถหายไปในพริบตาภายในเวลาไม่นาน นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ของประชาชนรัฐพิหารอย่างมากที่จำเป็นต้องอพยพหนีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในครั้งนี้และยังไม่รู้ด้วยว่าหลังเหตุการณ์สงบจะต้องมีการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างไรบ้าง ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนหลายคนสิ้นเนื้อประดาตัวกันไปไม่น้อยและต้องเริ่มต้นกันใหม่ว่าจะเอาอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์นี้

post

ความรู้ช่วงฤดูกาลของประเทศอินเดียว่าเป็นยังไง

ประเทศอินเดียเป็นประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียที่ถือได้ว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่มากพอสมควร ด้วยขนาดที่ใหญ่ของประเทศทำให้ลักษณะของภูมิอากาศย่อมมีความแตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว พูดง่ายๆ ก็คือแม้จะเป็นประเทศเดียวกันช่วงเวลาเดียวกันแต่ลักษณะของภูมิอากาศก็สามารถมีความแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่บริเวณดังกล่าวว่าจะเป็นตรงส่วนบริเวณไหนของประเทศ หลายคนเวลาต้องการจะเดินทางไปยังอินเดียด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว, แสวงบุญ, ทำงาน, ศึกษาต่อ และอื่นๆ ก็จำเป็นต้องมีการตรวจเช็คช่วงฤดูกาลของอินเดียด้วยเช่นเดียวกันว่าในแต่ละปีช่วงฤดูกาลของอินเดียนั้นเป็นอย่างไรบ้างเพื่อที่จะได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

สภาพภูมิอากาศโดยรวมของอินเดีย

ประเทศอินเดียตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่างละติจูดที่ 8 องศา 4 ลิปตา ถึง 37 องศา 6 ลิปตาเหนือ และลองติจูด 68 องศา 7 ลิปตา และ 97 องศา 25 ลิปตา ตะวันออก จากตำแหน่งของประเทศตามที่ได้กล่าวเอาไว้นี้ทำให้ประเทศอินเดียใกล้บริเวณเส้นศูนย์สูตรผ่านเส้นรุ้งที่ 23.5 องศา หรือที่ทั่วไปเรียกกันว่า Tropic of Cancer ไปจนถึงเส้นเหนือสุดที่เส้นรุ้ง 37 จากพื้นที่เหล่านี้เองทำให้สภาพภูมิอากาศของประเทศอินเดียตั้งแต่ช่วงเหนือจรดช่วงใต้มีความแตกต่างกันมาก ขณะเดียวกันเรื่องของความใกล้และไกลของพื้นที่ติดทะเลทำให้มีเรื่องของลมมรสุมเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งส่งผลต่อเรื่องของสภาพภูมิอากาศของประเทศอินเดียด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมีการแบ่งลักษณะฤดูกาลของประเทศอินเดียออกมาจะสามารถแบ่งออกได้ทั้งหมด 3 ฤดูกาล

ฤดูกาลของประเทศอินเดีย

  1. ฤดูร้อน – ในช่วงฤดูร้อนของอินเดียสภาพอากาศจะมีความร้อนถึงร้อนจัด ช่วงเวลาฤดูร้อนจะอยู่ที่ช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศจะอยู่ประมาณ 35 องศา แต่ในบางพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัดอุณหภูมิสามารถขึ้นไปในระดับ 40 องศาได้เลย
  2. ฤดูฝน – ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนของประเทศอินเดียจะมีฝนตกชุกมากยิ่งถ้าหากเป็นพื้นที่ติดกับทะเลนอกจากจะมีเรื่องของฝนแล้วยังมีเรื่องของลมพายุและมรสุมอีกด้วย ซึ่งช่วงฤดูฝนของประเทศอินเดียจะอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนกันยายน อุณหภูมิในช่วงฤดูฝนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 28 องศา
  3. ฤดูหนาว – สำหรับช่วงฤดูหนาวของประเทศอินเดียส่วนใหญ่ลักษณะอากาศก็จะหนาวเย็นในขณะที่บางพื้นที่นั้นลักษณะอากาศหนาวจัดเลยทีเดียว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูหนาวจะอยู่ประมาณ 10-17 องศา แต่ถ้าเป็นบางพื้นที่อาจมีอากาศลงต่ำได้ถึง -3 องศากันเลยทีเดียว โดยช่วงเวลาฤดูหนาวของประเทศอินเดียจะอยู่ช่วงเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาทั้งหมดจะใกล้เคียงกับประเทศไทยไม่น้อยเหมือนกัน